Home / Screen Shot 2019-04-23 at 13.23.46

Screen Shot 2019-04-23 at 13.23.46

plai

Apr 23, 2019

เรียนรู้ Visual Thinking ฉบับ Wrongdesign

เขียน: ซัลมา อินทรประชาภาพกราฟิก: กมลวัลท์ มงคลปัญญาพิสูจน์อักษร: เบญจพร หรูวรวิจิตร กรมัยพล สิริมงคลรุจิกุล หรือที่ในวงการกราฟิกดีไซน์รู้จักกันดีในชื่อของ พี่เบิ้ม – Wrongdesign อยู่เบื้องหลังการออกแบบปกหนังสือหลากหลายแนวตั้งแต่นิยายไทย วรรณกรรมแปล ไปจนถึงสารคดีประวัติศาสตร์ มาเป็นเวลากว่า 15 ปีแล้ว พี่เบิ้มไม่ได้จบด้านการออกแบบโดยตรง แต่เมื่อเรียนจบแล้วต้องการให้พอร์ตโฟลิโอตัวเองแตกต่างจากที่เห็นได้ทั่วไป จึงไปลงคอร์สเรียนคอมพิวเตอร์ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวเข้าสู่เส้นทางนักออกแบบมืออาชีพ ซึ่งได้มาจากการเพียรเรียนรู้ด้วยตัวเองและประสบการณ์ที่ได้ทำงานร่วมกับคนมามากมาย วันนี้พี่เบิ้มได้ส่งต่อวิชาให้กับเราโดยย่อยกระบวนการการออกแบบภาพจำให้กับตัวอักษรออกมาเป็นหัวข้อต่างๆ ดังนี้ ความรู้มาก่อน ความสวยงามมาทีหลัง  “ปัญหาของคนทำงานออกแบบ เมื่อมาถึงส่วนที่ต้องจบงานร่วมกันกับคนหลายๆ คน มักจะหาข้อสรุปในชิ้นงานไม่ได้ เพราะใช้ความรู้สึกในการตัดสิน” เป็นเพราะความชอบของแต่ละคนเกิดจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ไม่มีถูกหรือผิด จึงไม่แปลกที่แต่ละคนจะเห็นสิ่งต่างๆ สวยงามไม่เท่ากัน ดังนั้นทางออกของปัญหาที่ว่า คือการใช้ความรู้เฉพาะทางในวิชาชีพมาเป็นตัวช่วยในการตัดสิน ในฐานะคนออกแบบหน้าปกหนังสือ พี่เบิ้มจึงให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ในด้านเทคนิคและความเข้าใจในวิธีการพิมพ์งานเพื่อให้ได้ชิ้นงานที่ใกล้เคียงมากที่สุดกับภาพต้นฉบับซึ่งเกิดขึ้นในคอมพิวเตอร์ อย่างเช่นสีของภาพที่เห็นในจอคอมพิวเตอร์กับสีที่พิมพ์งานออกมามักจะแตกต่างกันเสมอ นั่นเป็นเพราะระบบสีที่ใช้ในคอมพิวเตอร์คือ RGB และระบบสีที่ใช้ในการพิมพ์คือ CMYK หรือแม้แต่สีดำเองก็มีความแตกต่างเช่นกัน ขึ้นอยู่กับเม็ดสีในการสั่งพิมพ์ และคนที่เข้าใจระบบการพิมพ์งานจริงๆ ถึงจะรู้ว่าควรสั่งพิมพ์ออกมาอย่างไรให้ใกล้เคียงกับสีดำที่ต้องการมากที่สุด หากความรู้ในเทคนิคและวิชาชีพเปิดกว้างมากเท่าไหร่ ก็จะลดข้อจำกัดในการสร้างสรรค์ได้มากเท่านั้น เข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำ  “ยิ่งคุณทำงานเกี่ยวกับภาพมากเท่าไหร่ คุณต้องย้อนกลับไปที่ตัวคำมากเท่านั้น” คำและภาษาจะช่วยจัดระบบความคิดในสมองแล้วค่อยเปลี่ยนเป็นภาพ […]

view more

เรียบ เข้ม และอบอุ่น เมื่อบุคลิกของนักเขียนถ่ายทอดสู่ปกหนังสือ ‘ให้กาลเวลาเล่าเรื่องที่ดี’

โดย KANITP. “การออกแบบปกนี้ เราเลือกใช้ภาพถ่ายจากฝีมือนักเขียน (ฌอห์น จินดาโชติ) เป็นหลัก ซึ่งเป็นภาพที่ทรงพลัง แฝงด้วยความอบอุ่น ถึงแม้ว่าเราจะไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าบุคคลในภาพเป็นใคร ส่วนตัวเราตีความว่ามันคือภาพของเด็กและผู้ใหญ่จูงมือเดินไปสู่อนาคต สู่สถานที่อื่น ในกาลเวลาอื่น ซึ่งคุณฌอห์ณก็เขียนไว้ในคำนำว่าอยากให้หนังสือเล่มนี้เป็นสะพานเชื่อมระหว่างคุณปู่และหลานๆของเขา ซึ่งเป็นโลกสองใบที่แตกต่าง แต่ก็ดำเนินไปคู่ขนานกัน  “ถึงแม้ภาพจะเป็นสีขาว-ดำ แต่มู้ดโทนและแสงที่เจืออยู่ในภาพทำให้เรารู้สึกได้ถึงแสงอุ่นยามบ่ายคล้อย  ที่งดงามเข้ากันกับชื่อเรื่อง ‘ให้กาลเวลา เล่าเรื่องที่ดี’ “พอเลือกภาพที่แฝงพลังและชวนให้คิดตีความต่อได้แล้ว ก็ช่วยให้การออกแบบง่ายขึ้นทันที เพราะเราไม่ต้องประดิษฐ์ประดอยอะไรให้มันหวือหวามากขึ้นอีกต่อไป เราจึงออกแบบฟอนต์ชื่อเรื่องขึ้นมาใหม่ โดยใช้เส้นโค้งมนกับเส้นตรงประกอบกันให้ดูสบายตา หลีกเลี่ยงเหลี่ยมมุม ซึ่งจะทำให้ดูซีเรียสเกินไป และขณะเดียวกันสไตล์ฟอนต์โดยรวมก็ต้องเรียบ เพื่อไม่แข่งกันกับรูปถ่ายมากเกินไป  “โทนสีที่ใช้กับภาพนี้ เดิมเราทำไว้เป็นสีสดค่ะ เพราะเห็นว่าภาพเป็นขาวดำแล้ว อยากให้มันสดใสขึ้น เลือกโทนสีอุ่นๆ แต่คุณฌอห์ณเสนอว่าน่าจะลองสีเข้ม เขาชอบสีดำ เพราะบุคลิกเขาขรึมๆ แบบนั้น เราก็ลองสีดำกัน แต่พอดำสนิทแล้วมันดูขรึมและแก่เกินตัวเขา เราก็เลยเสนอเป็นสีน้ำเงินเข้มกรมท่า (NAVY) ลองทำให้เขาเลือกดู เราว่าสีนี้ให้ความรู้สึกสุภาพนุ่มลึก เข้ากับบุคลิกของนักเขียนเหมือนกัน คุณฌอห์ณดูแล้วก็โอเคค่ะ “กระดาษเนื้อในเราเลือกกระดาษเนื้อด้าน (Matt) ซึ่งปกติอะบุ๊กใช้เนื้อด้านเป็นหลักอยู่แล้ว เพราะกระดาษเนื้อมันให้ความรู้สึกเป็นแฟชั่น กระดาษด้านมีความ Timeless กว่า แต่ด้านก็มีหลายประเภท […]

view more

Postcards from London และการเติบโตของฟาน.ปีติ ผ่านสายตาของโอ๊ต-มณเฑียร

สัมภาษณ์และภาพ: นพดล เลิศเอกสิริ ลองนึกย้อนกลับไปในวันที่โลกของเรายังไม่มีเทคโนโลยี 4G 5G การจะส่งความคิดถึงหาใครสักคน หรือบ่นระบายอะไรสักอย่าง เราต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก ไม่มีรูปโปรไฟล์ให้เห็น ไม่มีไลน์ให้ส่ง ต้องนึกหน้าใครคนนั้นในใจ แล้วเขียนโปสต์การ์ด หรือจดหมายไปหา ข้อความเหล่านั้นใช้เวลาเดินทางไปถึงผู้รับเนิ่นนานกว่าสมัยนี้มาก แต่น่าแปลกที่ความรู้สึกบนแผ่นกระดาษกลับยังคงเด่นชัด ผ่านไปกว่าร้อยปี เทคโนโลยีเข้ามาแทนที่การเขียนจดหมาย แต่กระนั้นการส่งโปสต์การ์ดก็ยังไม่สูญหายไปจากสังคม กลายเป็นของมีค่าน่าสะสมด้วยซ้ำ คล้ายว่าคุณค่าบางอย่างไม่เคยเลือนหาย เช่นเดียวกับพี่น้องคนสนิทคู่นี้ เมื่อรู้ว่าศิษย์น้องอย่าง ฟาน-ปีติชา จะไปเรียนต่อปริญญาโทที่อังกฤษ โอ๊ต-มณเฑียร ศิษย์พี่ผู้เคยโลดแล่นอยู่ในลอนดอนกว่าหกปี จึงทิ้งโจทย์ไว้ว่า เธอต้องส่งโปสต์การ์ดกลับมาให้เดือนละใบ เป็นสัญญาใจของพวกเขาสองคน ก่อนใบที่หนึ่ง การพบกันครั้งแรก  ฟาน: ตอนนั้นฟานเห็นพี่ก้อง-ทรงกลด กำลังอ่านต้นฉบับ London Scene ของพี่โอ๊ตอยู่ ก็เลยบอกแกไปว่า เฮ้ย คนนี้น่าสัมภาษณ์มาลงคอลัมน์นะคะพี่ พี่ก้องก็สนับสนุน ซึ่งจริงๆ ฟานแอบมี Hidden Agenda ว่า ตอนไปสัมภาษณ์พี่โอ๊ต จะขอปรึกษาเรื่องการเรียนต่ออังกฤษ (ยิ้ม) โอ๊ต: แวบแรกที่เจอฟานคือคิดถึงตัวเองสมัยก่อน เรามองเห็นทั้งความเป็นนักวาดภาพประกอบ แล้วก็นักเขียน ที่ต้องทำการบ้าน […]

view more