Home / article / “นานแล้วที่ไม่ได้ทำงานกับต้นฉบับที่สนุกขนาดนี้” ภาณุ บุรุษรัตนพันธุ์ กับภารกิจสวมวิญญาณ ทอม แฮงก์ส แปล ‘UNCOMMON TYPE’

“นานแล้วที่ไม่ได้ทำงานกับต้นฉบับที่สนุกขนาดนี้” ภาณุ บุรุษรัตนพันธุ์ กับภารกิจสวมวิญญาณ ทอม แฮงก์ส แปล ‘UNCOMMON TYPE’

a book Publishing

Jun 8, 2019

สัมภาษณ์และเขียน: ซัลมา อินทรประชา
พิสูจน์อักษร: เบญจพร หรูวรวิจิตร

ภาณุ บุรุษรัตนพันธุ์ หรือ “พี่ตึ๋ง” หรือ “ลุงตึ๋ง” ของน้องๆ ในวงการ เป็นชื่อแรกที่อะบุ๊กนึกถึงเมื่อจะแปลหนังสือของทอม แฮงก์ส เพราะมันเป็นเรื่องสั้นของอเมริกันชนในยุควินเทจ และภาณุเป็นนักแปลมือเก๋าที่เรียนจบและใช้ชีวิตที่นิวยอร์กมาร่วมหกปี พ่วงด้วยดีกรีอดีตบรรณาธิการ นิตยสาร เอสไควร์ (ประเทศไทย) และยังเป็นมือแปลวรรณกรรมอเมริกันสะท้อนยุคสมัย ไม่ว่าจะเป็นนิค ฮอร์นบี เรื่อง High Fidelity, About a Boy, How To Be Good หรือซีรีส์ Dark Tower สองเล่มแรกของสตีเฟน คิงส์ ไปจนถึงงานขึ้นหิ้งอย่าง Life of Pi ของยานน์ มาร์เตล

เพราะฉะนั้นถ้าภาณุออกปากว่า “นานแล้วที่ไม่ได้ทำงานกับต้นฉบับที่สนุกขนาดนี้” ก็ยินดีต้อนรับทอม แฮงก์ส เข้าสู่ทำเนียบนักเขียนมือดีแห่งยุคได้เลย

อาจกล่าวไม่ได้ว่าหนังสือเล่มนี้ระทึกขวัญสั่นประสาท เศร้าถึงขั้นเรียกน้ำตา หรือโรแมนติกจนจิกหมอน แต่หนังสือเล่มนี้จะทำให้คุณรู้จักความเป็นมนุษย์ของตัวคุณเอง ความไม่เพอร์เฟ็กต์ ชีวิตที่บ๊องๆ บวมๆ หรือแม้แต่ชีวิตที่ดูน่าอิจฉาที่สุดก็เถอะ ทอม แฮงก์ส จะบอกคุณว่ามันไม่จริงทั้งหมดหรอก ทั้งที่เขาเป็นดาราดังระดับโลก แต่เขากลับถ่ายทอดความเป็นคนธรรมดาได้อย่าง ‘ไม่ธรรมดา’

ปกติคุณตึ๋งติดตามหนังของทอม แฮงก์ส ไหม

ถ้าผมจะดูหนังของทอม แฮงก์ส มันจะไม่ได้เกิดจากอารมณ์ว่าหนังใหม่ของทอม แฮงก์ส มา! ผม-ต้อง-ดู! ผมไม่มีอารมณ์ติดดาราแบบนั้น (หัวเราะ) แต่มักจะไปบังเอิญได้ดูหนังที่มีเขาอยู่ในเรื่องมากกว่า เพราะโดยมากหนังที่เขาเลือกเล่นก็มักจะน่าดู มักจะสนุก 

ตอนแรกที่รู้ว่าทอม แฮงก์ส เขียนหนังสือ คุณคิดยังไง

เวลาที่นักแสดงเขียนหนังสือออกมา อย่างสตีฟ มาร์ติน หรือทีน่า เฟย์ ก็จะเป็นเรื่องราวที่วนอยู่กับตัวเอง ผมเลยไม่ได้คาดหวังอะไรที่มาจากนักแสดง แต่สำหรับงานชิ้นนี้จากแฮงก์ส เป็นเรื่องสั้นที่ เป็นเรื่องแต่งทั้งหมด ที่สำคัญคือสนุก บอกเลยว่าผมชอบเกือบทุกเรื่อง

สิ่งที่ทำให้ทอม แฮงก์ส เป็นทั้งนักแสดงและนักเขียนที่ดีคืออะไร

คนที่จะเป็นนักแสดงที่ดี นอกจากมีความสามารถในการแสดงออกแล้ว ก็ต้องเป็นคนช่างสังเกตอย่างมากเลย คือสังเกตสิ่งรอบตัว สังเกตความรู้สึกของตัวเอง ตอนนั้นเราเป็นไง ทำไมรู้สึกอย่างนั้น จะแสดงออกมาแค่ไหน ซึ่งผมว่ามันเป็นนิสัยที่น่าจะเอื้อกับคนที่จะเป็นนักเขียนด้วย ทำให้ทอม แฮงก์ส เขาสามารถเขียนให้เราเชื่อได้ ถึงจะเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อ

เอกลักษณ์ในงานเขียนของทอม แฮงก์ส คืออะไร

ถ้าพูดถึงเรื่องสำนวน ทอม แฮงก์ส แกก็เขียนเหมือนนักเขียนอเมริกันที่มีฝีมือ ภาษาไม่ได้ โอ๊ย เพริศแพร้วอะไร แต่อ่านแล้วดี อ่านแล้วมันใกล้ตัวเรา ภาษาดีทีเดียวละ คือถ้าเป็นอารมณ์ที่เสียใจก็คือ เออ เสียใจ ไม่ได้ฟูมฟายมาก แค่เรา…พลาดไปแล้ว แย่หน่อยเว้ย แต่ว่ามันก็จะดีขึ้นเอง มันเป็นความรู้สึกเหมือนว่าเขาอยู่ภายในตัวละคร ผมคิดว่ามันลงตัวกำลังดี เป็นคนเก่งทีเดียว

“ทอม แฮงก์ส เขียนเหมือนนักเขียนอเมริกันที่มีฝีมือ ภาษาไม่ได้เพริศแพร้ว แต่อ่านแล้วดี ถ้าเป็นอารมณ์ที่เสียใจก็คือ เออ เสียใจ ไม่ได้ฟูมฟายมาก แค่เรา…พลาดไปแล้ว แย่หน่อยเว้ย แต่ว่ามันก็จะดีขึ้นเอง มันเป็นความรู้สึกเหมือนว่าเขาอยู่ภายในตัวละคร ผมคิดว่ามันลงตัวกำลังดี เป็นคนเก่งทีเดียว”

ภาณุ บุรุษรัตนพันธุ์ กล่าวถึงทอม แฮงก์ส กับงานเขียน UNCOMMON TYPE: some stories

อย่างเรื่อง สุดสัปดาห์แสนพิเศษ เป็นเรื่องของเด็กในช่วงยุค 70 อย่างที่ผมเคยเขียนไว้ในคำนำว่า น่าจะเป็นทศวรรษสุดท้ายของความใสซื่อ เขาก็เขียนแทนเด็กด้วยความรู้สึกที่ไม่ได้เกินเลย เขาทำให้เรารู้สึกเหมือนกับตัวละครได้ คือเรื่องสั้นทั้ง 17 เรื่อง เล่าถึงความเป็นมนุษย์ได้อย่างละเอียด ตีแผ่ความเป็นคนออกมาได้น่าอ่านมาก 

มองเห็นตัวตนของทอม แฮงก์ส อยู่ในหนังสือไหม

ทอม แฮงก์ส เป็นนักแสดงที่ถ้าได้เจอตัวจริง เราคงไม่กลัวเขา ด้วยเพราะภาพลักษณ์สบายๆ มีความเป็นธรรมชาติของคน มีพื้นฐานจิตใจดี ในหนังสือของเขาก็เป็นแบบนั้น 

ความเป็นทอม แฮงก์ส ปรากฏค่อนข้างชัดเจนในแต่ละเรื่อง อย่าง คริสต์มาสอีฟ ปี 1953 ที่เกี่ยวกับความทรงจำของทหารผ่านศึกจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็อยู่ในความสนใจเดิมของทอม แฮงก์ส กับกลุ่มเพื่อนที่มีสตีเวน สปีลเบิร์ก ด้วย ถึงเป็นที่มาของการเกิดหนังเรื่อง Saving Private Ryan (1998) หรือ มหกรรมสัญจรในนาครแห่งแสงไฟ เล่าถึงดาราหนุ่มหน้าใหม่ที่เหมือนจะโชคดีเพราะหล่อเฉยๆ พอได้ไปโปรโมตหนังในยุโรปก็ดีใจ แต่มันไม่ได้รู้เลยว่าจะต้องเจอกับอะไร คงเป็นประสบการณ์ส่วนหนึ่งในวงการบันเทิงของเขา เรื่องนี้เขาเขียนแล้วตลกมาก และการที่นักแสดงอย่างทอม แฮงก์ส อยากจะเล่าเรื่องสั้นในรูปแบบของบทหนังก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ก็มีเรื่องสั้นตอนหนึ่งที่ถูกถ่ายทอดในรูปแบบนี้คือ พักกับเรา แถมยังเป็นบทหนังที่อ่านสนุกอีก ตอนแปลก็สนุกมากเพราะมีแต่เรื่องบ้าๆ

ยังมีเรื่อง ขอต้อนรับสู่ดาวอังคาร ที่เด็กหนุ่มตัวเอกต้องไปโต้คลื่นกับพ่อ ซึ่งการโต้คลื่นก็เป็นอีกสิ่งที่ทอม แฮงก์ส ชอบทำเช่นกัน ฉากในเรื่องต้องเป็นคนที่เล่นเซิร์ฟบอร์ดเอง ถึงจะบรรยายฉากเหล่านี้ได้ อย่างเครื่องพิมพ์ดีดก็เหมือนกัน มันเป็นสิ่งที่ทอม แฮงก์ส สะสมจนกลายเป็นเอกลักษณ์หนึ่งของเขา มันก็ถูกแทรกไว้ในทุกตอนของเรื่องสั้นตลอดเล่ม อย่างผมนั่งทำงานอยู่เนี่ย ต้องลุกไปค้นเอาเครื่องพิมพ์ดีดของตัวเองที่ไม่ได้ใช้มานานออกมาปัดฝุ่นส่งซ่อม ป่านนี้ยังไม่ได้คืนเลย (หัวเราะ)

อีกอย่างนะ…ทอม แฮงก์ส ติดกาแฟแน่นอน เกือบทุกตอนในเรื่องมีการพูดถึงกาแฟไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

“เครื่องพิมพ์ดีดก็เหมือนกัน มันเป็นสิ่งที่ทอม แฮงก์ส สะสมจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของเขา มันก็ถูกแทรกไว้ในทุกตอนตลอดเล่ม อย่างผมนั่งทำงานอยู่เนี่ย ต้องลุกไปค้นเอาเครื่องพิมพ์ดีดของตัวเองที่ไม่ได้ใช้มานานออกมาปัดฝุ่นส่งซ่อม ป่านนี้ยังไม่ได้คืนเลย” (หัวเราะ)

ภาณุ บุรุษรัตนพันธุ์ กับประสบการณ์การแปล Uncommon Type โดยทอม แฮงก์ส

ระหว่างการทำงานชิ้นนี้ ต้องมีการทำการบ้าน เตรียมข้อมูล หรือมีเรื่องท้าทายอะไรบ้าง

เป็นครั้งแรกของผมที่ได้แปลรวมเรื่องสั้น ซึ่งในฐานะคนที่ต้องทำงานสิบหน้าต่อวัน แปลหนังสือที่เป็นเรื่องยาว ใช้เวลา 2-3 เดือน เหมือนการทาสีบ้านทั้งหลังด้วยสีเดียวกัน ถึงจะเพลินแต่มันก็มีเบื่อบ้าง 

แต่สำหรับการแปลเรื่องสั้น เป็นการทาสีบ้านทั้งหลังที่ใช้สีห้องให้แตกต่างกันคนละสี มันสนุกกว่าตรงที่แต่ละเรื่องมีความแตกต่าง ทั้งโครงเรื่อง บรรยากาศ อารมณ์ และตัวละคร มันมีความหลากหลายในแต่ละตอน การทำงานแปลเล่มนี้เลยสนุกมากทีเดียว ไม่มีเบื่อเลย ถ้าเป็นเรื่องที่เราต้องฝืนพยายามแปล เรื่องที่ทำออกมาก็ไม่สนุก แต่ว่าต้นฉบับเขามาสนุกอยู่แล้ว ถ้าเราสนุกได้เท่าต้นฉบับที่มา เรื่องแปลก็จะสนุก ถ้าจะให้จิ้มว่าเรื่องหรือตัวละครที่ชอบก็จิ้มไม่ได้หรอก อาจจะตอบเหมือนขายของ แต่ว่าตอนทำงานอยู่กับเรื่องไหน ก็รู้สึกว่าเรื่องนั้นสนุกจริงๆ (หัวเราะ)

ถ้าถามว่าท้าทายมั้ย ยากมั้ย…ถ้าในส่วนของข้อมูล สมัยนี้ที่ข้อมูลทุกอย่างเข้าถึงง่ายจากกูเกิล ขอให้เราไม่ขี้เกียจ ทุกข้อมูลหาได้ไม่ยากอยู่แล้ว สำหรับส่วนอารมณ์ความรู้สึก ต้นฉบับพาผมไปได้ไม่ติดขัดอะไรเลย 

ในฐานะที่เคยใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกา และเรื่องราวในหนังสือก็มีฉากหลังเป็นสังคมอเมริกัน มีประสบการณ์ส่วนตัวที่เชื่อมโยงกับเรื่องราวในเล่มบ้างไหม

เวลาเขาพูดถึงตึกรามบ้านช่องในตอนที่เป็นฉากของนิวยอร์ก หรืออีสต์ไซด์ เวสต์ไซด์ ก็จะนึกออกว่าลักษณะมันเป็นยังไง ในตอน ไปหาคอสตัส ที่คนย้ายถิ่นเข้ามาอยู่ในนิวยอร์กครั้งแรก เวลาเข้าโรงหนัง หรือพักผ่อนตามสวนสาธารณะ ก็จะเข้าใจความรู้สึกได้ มองเห็นภาพตาม เพราะช่วงหน้าร้อนที่ในอพาร์ตเมนต์ไม่มีแอร์เนี่ย ตอนกลางคืนต้องออกมาเดินเล่นในสวนสาธารณะ อากาศดี มีหิ่งห้อย หรือไม่ก็เข้าโรงหนัง

หนังสือเล่มนี้ถือว่าค่อนข้างหนา ใช้เวลาในการแปลนานไหม และปรับอารมณ์ในการแปลจากเรื่องหนึ่งไปอีกเรื่องหนึ่งยังไง

ในแต่ละวันก็จะแปลไปได้สักสิบหน้าแล้วก็หันไปทำกิจวัตรทั่วไปอื่นๆ อย่างทำกับข้าวบ้าง เดินเล่น พักผ่อน ไม่ถึงกับต้องมีกิจกรรมล้างสมองอะไร แต่ที่ใช้เวลาเนี่ย มันไปนานตรงตอนเริ่ม เพราะโอ้เอ้ไปเรื่อย แต่ว่าหลังจากโดนสำนักพิมพ์เตือนมาหลายหน (หัวเราะ) ก็ค่อยๆ ปรับเข้าสู่โหมดคนขยันได้ พอลงมือทำงานทุกอย่างก็ลื่นไหลได้เรื่อยๆ เป็นงานที่สนุก

แล้วทำไมถึงเขียนในคำนำว่าขอโทษภรรยากับความบ๊องของตัวเอง

เนื่องจากเวลาที่ผมต้องทำงานเต็มที่เนี่ย เวลาที่ผมมีให้ภรรยาก็น้อยลง คำขอโทษที่เขียนไว้ในคำนำเลยเป็นเหมือนธรรมเนียม ออกตัวไว้ก่อน เท่านั้นแหละครับ (หัวเราะ)

Pre-order หนังสือ UNCOMMON TYPE: some stories พิมพ์ (ไม่) นิยม ได้ที่ https://godaypoets.com/product/uncommon-type/

หนุ่ม-โตมร ศุขปรีชา กับคลาสเรียนที่เปลี่ยนนักอยากเขียนให้เป็นนักเขียน

เขียน: ซัลมา อินทรประชาภาพ: กมลวัลท์ มงคลปัญญาพิสูจน์อักษร: เบญจพร หรูวรวิจิตร เหล่าวัยรุ่นต่างใช้ความฝันเป็นแสงส่องหาเส้นทางและตัวตนในชีวิตของตัวเอง และจะเป็นเช่นนั้นเพียงช่วงหนึ่งสั้นๆ ก่อนความจริงจะเปลี่ยนแปลงให้พวกเขาก้าวสู่การเติบโตและมองโลกสดใสน้อยลง  เช้าวันจันทร์ที่ฟ้าเปียกฝน พวกเราชาวจูเนียร์หลายสิบชีวิต รวมตัวกันในห้องบรรยายที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิทยากรที่เรารอคอยก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มขรึมๆ ตอนสิบโมงตรงตามเวลานัด อดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้ที่เห็นพี่หนุ่ม-โตมร ศุขปรีชา ตัวเป็นๆ ผู้ผ่านมาทั้งงานเขียนบทความ หนังสือฟิกชั่น นอนฟิกชั่น งานแปล รวมถึงเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ ยืนเตรียมอุปกรณ์อยู่ตรงหน้าเรา ว่าแต่…เขาจะดุไหมนะ พี่หนุ่มเปิดบทสนทนาด้วยความจริงในโลกของผู้ใหญ่ที่เราฟังแล้วหัวร้อน “รู้ไหมอาชีพนักเขียน สรรพากรถือว่าเป็นอาชีพที่ไม่มีต้นทุน” เราทุกคนงง “เวลานักเขียนเขียนงานออกมา หากไม่ได้เป็นคนจัดพิมพ์งานเอง สามารถยื่นขอลดหย่อนภาษีได้น้อยมาก หากเทียบกับอาชีพนักแสดง” แม้น้ำเสียงพี่หนุ่มจะนุ่มนวลและใช้ถ้อยคำติดตลก แต่เนื้อหานั้นฟังแล้วหดหู่ ผลงานที่ใช้ทั้งระยะเวลาในการสั่งสมข้อมูล กับประสบการณ์ของนักเขียน กลับไม่ถูกให้ค่า เพราะสังคมไทยนิยมเสพเรื่องราวที่ถ่ายทอดด้วยปาก มากกว่าจะอ่านจากงานเขียน และยังชอบเสพอารมณ์ความรู้สึก มากกว่าตรรกะและเหตุผล จึงไม่แปลกที่ประเทศนี้ นักแสดงหรือนักร้องจะรวยกว่านักเขียน  จากเรื่องเล่าข้างต้น พี่หนุ่มจบด้วยประโยคที่มืออาชีพมักใช้ถามเด็กหน้าใหม่ที่มีแต่ใจกับไฟฝันว่า “ฟังแล้วยังอยากเป็นนักเขียนอยู่มั้ย” ไม่ว่าการเป็นนักร้องนักแสดงจะรวยแค่ไหน แต่ตอนนี้นักเขียนมืออาชีพกำลังยืนอยู่ตรงหน้าเรา ถึงพี่หนุ่มจะออกปากว่านักเขียนรวยสู้นักแสดงไม่ได้ แต่จากผลงานมากมายก็ทำให้เรามั่นใจว่ามีบางอย่างที่ทำให้พี่หนุ่มยังรักในการเขียนอยู่ “การเขียนเป็นการตัดต่อความทรงจำ” พี่หนุ่มเปิดประเด็น ก่อนพาพวกเราไปสู่ทักษะแรกของการเป็นนักเขียนที่ดี โห…ขนลุก […]

view more

ชวนน้ำใส ศุภวงศ์ ถอดรหัสดีไซน์ปก UNCOMMON TYPE พิมพ์ (ไม่) นิยม

ปกที่ดูเรียบง่ายนั้นไม่ได้ได้มาง่ายๆ ภาพที่มีรูปเงาหน้าทอม แฮงก์ส บนเครื่องพิมพ์ดีด มาจากการทำงานหนักของ น้ำใส ศุภวงศ์ เจ้าของผลงานปกเล่มนี้ ที่เจ้าตัวเองไม่เคยสัมผัสเครื่องพิมพ์ดีดมาเลยในชีวิต เราจึงชวนนักออกแบบไฟแรงคนนี้มาเล่าให้ฟังแบบจัดเต็มว่า กว่าจะออกมาเป็นปกหนังสือ ‘พิมพ์ (ไม่) นิยม’ ของทอม แฮงก์ส ที่ส่งไปให้ผู้เขียนพิจารณาครั้งเดียวผ่านปกนี้ ผ่านกระบวนการอะไรมาบ้าง ไอเดียเริ่มต้นของการออกแบบปกเล่มนี้คืออะไร ด้วยชื่อหนังสือกับเนื้อเรื่องที่มีเครื่องพิมพ์ดีดเป็นเหมือนตัวละครประกอบทุกบท บวกกับที่ทอม แฮงก์ส ก็เป็นคนคลั่งไคล้เครื่องพิมพ์ดีดมาก เลยคิดว่ายังไงภาพปกก็ต้องเกี่ยวข้องกับเครื่องพิมพ์ดีด เคยใช้เครื่องพิมพ์ดีดมาบ้างไหม ไม่เคยเลย ก็เลยไปเสิร์ชรูปเครื่องหลายๆ แบบ ไปดูรูปที่แยกชิ้นส่วนออกมา และยูทูบที่คนสอนใช้เครื่องพิมพ์ดีด ซึ่งมีคลิปหนึ่งของทอม แฮงก์ส ที่เขาสาธิตวิธีเปลี่ยนผ้าหมึกเครื่องพิมพ์ดีดด้วย แต่สุดท้ายพอเอามาใช้จริงก็ยังรู้สึกว่ายากอยู่ดี เพราะเราไม่มีเครื่องอยู่ที่บ้าน คนรอบตัวเราก็ไม่มีใครมี และรูปร่างหน้าตาเครื่องก็เยอะมาก เราจึงเลือกที่จะทำภาพให้เรียบง่ายที่สุด ไม่อยากให้คนมาจับผิดว่าคนนี้ไม่รู้จริงนี่นา (หัวเราะ) ก็เลยตัดทอนเยอะ แค่ดึงเอกลักษณ์ของเครื่องพิมพ์ดีดออกมา ก็เลยกลายมาเป็นรูปหน้าทอม แฮงก์ส บนเครื่องพิมพ์ดีด ความท้าทายผสมหนักใจคือเราอยากออกแบบเครื่องพิมพ์ดีดให้ออกมาแตกต่าง ถ้าจะออกแบบมาให้เป็นเครื่องพิมพ์ดีดอย่างเดียว มันแทบไม่มีอะไรให้เล่นแล้ว เราจึงคิดว่าจะใส่หน้าคน แล้วค่อยคิดว่าจะนำมาใช้ส่วนไหนให้ดูไม่ยัดเยียด พยายามทำให้เครื่องพิมพ์ดีดนี้มีจุดจดจำว่าออกแบบมาพิเศษสำหรับเรื่องนี้โดยเฉพาะ แต่ความคิดแรกยังไม่ได้คิดว่าเป็นหน้าทอม แฮงก์ส เพราะจากที่ได้อ่านเรารู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้มันคือการเล่าชีวิตคนหลายคน แต่จุดเชื่อมอย่างหนึ่งของทุกบทคือมีเครื่องพิมพ์ดีดอยู่ร่วมด้วย เราจึงอยากให้มีซิลลูเอตหน้าคนอยู่กับเครื่องพิมพ์ดีด […]

view more