Home / article / 10 บทเรียนชีวิตจากสองนักเขียน วรรณสิงห์ และวิว – ชนัญญา

10 บทเรียนชีวิตจากสองนักเขียน วรรณสิงห์ และวิว – ชนัญญา

a book Publishing

Apr 24, 2019

ปีนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการ daypoets society ซึ่งเป็นการก่อกำเนิด a book junior รุ่นที่ 1 รวมถึง BULLETIN junior, The Mo junior และ a team รุ่นที่ 15 จากวันแรกจนถึงวันสุดท้าย มีผู้สมัครเข้าร่วม 561 คน เราคัดเลือกเพียง 141 คนเพื่อเข้าร่วมงาน The Expert Talk เมื่อวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา ก่อนจะคัดเหลือเพียง 40 คนสุดท้ายที่จะได้เข้าร่วมฝึกงานกับทั้ง 4 แบรนด์ในเครือ Daypoets

The Expert Talk คือความพยายามของเราที่จะถ่ายทอดทักษะสำหรับชีวิตในศตวรรษที่ 21 โดยวิทยากร 5 ท่านที่ล้วนเชี่ยวชาญในแขนงต่างกันไป เต๋อ – นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์,  มาร์ค – อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์, ดาว – ดุจดาว วัฒนปกรณ์

ปิดท้ายด้วยสองนักเขียนอะบุ๊กที่เป็นแรงบันดาลใจแห่งยุคสมัย สิงห์ – วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล และวิว – ชนัญญา เตชจักรเสมา ชวนคุยโดย อ๋อง – วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ บรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN และเบล – จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์ บรรณาธิการบริหาร a day Magazine และนี่คือ 10 บทเรียนชีวิตที่ถอดมาจากการสนทนาของพวกเขาในวันนั้น

บทเรียนของสิงห์

  • รู้จักเข้าใจคนอื่น

เราทำ เถื่อน Travel เพราะเราอยากเข้าใจด้านมืดของคน และเราเห็นสื่อที่แบ่งแยกคนเยอะมาก ไม่ว่าในเชิงการเมือง ชาติพันธุ์ หรือศาสนา เราอยากทำสื่อที่อยากให้คนเข้าใจกัน ซึ่งในที่นี้คือเข้าใจแม้แต่คนที่เราอคติที่สุด เราอยากเข้าใจเขาให้ได้ว่าเขามาจากจุดไหน ทำไมเขาทำแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นยากูซ่า ผู้ก่อการร้าย คนขายโคเคน นางเอกเอวี โดยไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับเขาก็ได้

  • อย่ากลัวความล้มเหลว

ในชีวิตเราก็ผ่านการล้มเหลวมาเยอะ เยอะจนมันชินและทนทานกับมัน ตอนอายุ 17 – 18 ปี เราจะมีก้อนพลังงานบางอย่างในตัวที่มันจะดันให้เราทำบางสิ่งบางอย่างให้ได้ อยากเป็นนักดนตรีร็อค อยากไปปากีสถาน อยากเขียนหนังสือ อยากทำทุกอย่างบนโลกนี้ บางสิ่งก็ประสบความสำเร็จ บางสิ่งก็ล้มเหลว แต่การล้มเหลวมันทำให้ก้อนนี้หายไปได้ เพราะเราได้ทำจนสุดขอบเท่าที่เราทำได้แล้ว 

  • เปลี่ยนปมด้อยให้เป็นแรงผลักดัน

เรามีปมด้อยอย่างหนึ่งตั้งแต่เด็ก คือการอยู่ใต้ร่มเงาของพ่อแม่ที่มีชื่อเสียง เราอยากจะเอาชนะปมตรงนี้ด้วยการพิสูจน์ตัวเอง สิ่งนี้มันจึงเป็นแรงผลักดันให้เราอยากทำสิ่งต่างๆ และสิ่งเหล่านั้นต้องเป็นสิ่งที่มีความหมายกับเรามากที่สุด

“การตั้งใจทำอะไรมันเหนื่อยหมดแหละ แต่คำตอบคือ

จบวันแล้วยิ้ม หรือจบวันแล้วคิดว่า เฮ้อ พรุ่งนี้ต้องทำอีกแล้ว อันนี้คือความต่าง”

  • แยกเงื่อนไขจริงออกจากเงื่อนไขปลอม

คนเรามีข้อจำกัดในชีวิตไม่เหมือนกัน เงื่อนไขจริงคือสิ่งที่คุณต้องรับผิดชอบ หรือโซ่ตรวนที่คุณต้องอยู่กับมัน เช่น คุณขาขาด นั่นคือเงื่อนไขจริง แต่ถ้าคุณกลัวความผิดหวัง ไม่กล้าออกไปทำอะไรสักอย่างเพราะกลัวโดนวิจารณ์ คุณต้องหาวิธีปลดล็อกมัน แล้วหาอิสรภาพให้ตัวเองเท่าที่วงจรเราจะทำได้

  • ตั้งใจทำอะไรมันเหนื่อยทั้งนั้น แต่คำตอบคือ จบวันแล้วยิ้มได้ไหม

ข้อดีของผมอย่างหนึ่งคือ ผมมีวินัยสูง อย่าง เถื่อน Travel  มันเหมือนการไปเที่ยว แต่จริงๆ เป็นงานที่ต้องมีวินัยกับตัวเองมาก เพราะของที่ขนไปมีมูลค่ามาก ทุกอย่างต้องพร้อมใช้สำหรับวันใหม่ แต่ละคืนผมต้องอัพโหลดไฟล์ลงคอมพิวเตอร์ ยังไม่นับการเตรียมประเด็นไปพูดคุยกับคนแต่ละพื้นที่ บางวันทำไปบ่นไป แต่เรารู้ในใจว่าเรามีความสุข การตั้งใจทำอะไรมันเหนื่อยหมดแหละ แต่คำตอบคือ จบวันแล้วยิ้ม หรือจบวันแล้วคิดว่า เฮ้อ พรุ่งนี้ต้องทำอีกแล้ว อันนี้คือความต่าง

บทเรียนของวิว

  • มุมมองใหม่จากเรื่องราวเดิม

เราสามารถหาเรื่องตื่นเต้นได้จากชีวิตประจำวันที่น่าเบื่อ มันอยู่ที่มุมมองเรามากกว่า ว่าในวิชาเลข ฟิสิกส์ หรือวรรณคดีที่เรานั่งเบื่ออยู่เนี่ย เราหามุมที่น่าสนุกจากมันได้ไหม

  • รู้เป้าหมายในสิ่งที่เราทำ

ตอนจะทำคอนเทนต์ เราต้องรู้ก่อนว่าเราทำเรื่องนี้เพื่ออะไร สำหรับวิว เราทำสิ่งนี้เพราะเราสนุกที่ได้เล่าเรื่องที่เราสนใจ ทุกอย่างที่ทำในช่อง Point of View เลยเป็นสิ่งที่วิวเล่าแล้วสนุก

  • เปลี่ยนความเหงาให้เป็นผลงาน

มันเกิดจากว่าเราไม่มีเพื่อน เราพบว่ายูทูบเบอร์หรือคนที่ดังในอินเทอร์เน็ตหลายคนไม่ค่อยมีเพื่อน ถ้าเรามีเพื่อน เราจะมาตั้งกล้องคุยคนเดียวไหม (หัวเราะ) แต่จริงๆ เรามีเพื่อนนะ แต่เราดันชอบอะไรที่มีสาระมากๆ แทนที่จะชอบอ่านนิทาน ตอนป. 1 เราเริ่มอ่าน รามเกียรติ์ แล้ว ถึงเราคุยกับผู้ใหญ่ เขาก็จะสนใจแค่ว่าเรายังเด็ก แต่อ่านอะไรแบบนี้ด้วย ไม่ได้จะมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกับเรา  

“คนจะคิดว่าเป็นยูทูเบอร์ง่าย แค่ถ่ายๆ พูดๆ แล้วอัพโหลดลงยูทูบ แต่จริงๆ แล้วเบื้องหลังมันคือการรับผิดชอบต่อตัวเอง”

  • ความโชคดีที่เราสร้างได้ด้วยตัวเราเอง

คนจะชอบบอกว่าวิวโชคดีที่เจอสิ่งที่รัก ชอบอ่านวรรณคดีก็เอามาเล่าในยูทูบ แต่กว่าวิวจะเจอ วิวลองทำมาหลายอย่างมากตั้งแต่เด็ก ทั้งประกวดวาดภาพ ออกแบบของ ขายของ พอเราลองให้หลากหลาย เราจะรู้เองว่าในทั้งหมดนั้นเราชอบอะไร

  • ยิ่งอิสระมาก ยิ่งต้องรับผิดชอบมาก

คนจะคิดว่าเป็นยูทูเบอร์ง่าย แค่ถ่ายๆ พูดๆ แล้วอัพโหลดลงยูทูบ แต่จริงๆ แล้วเบื้องหลังมันคือการรับผิดชอบต่อตัวเอง ถามว่ามีไหม วันที่เราเหนื่อยมาก วันที่เราป่วยจะเป็นจะตาย หรือหาข้อมูลไม่ได้ แต่เรามีคิวต้องลงคลิป บอกเลยว่ามี แต่เราไม่ยอมเลื่อนคิว เพราะเราคิดว่ามันคือความรับผิดชอบ แต่ทำเสร็จแล้วเราภูมิใจกับมัน

“นานแล้วที่ไม่ได้ทำงานกับต้นฉบับที่สนุกขนาดนี้” ภาณุ บุรุษรัตนพันธุ์ กับภารกิจสวมวิญญาณ ทอม แฮงก์ส แปล ‘UNCOMMON TYPE’

สัมภาษณ์และเขียน: ซัลมา อินทรประชาพิสูจน์อักษร: เบญจพร หรูวรวิจิตร ภาณุ บุรุษรัตนพันธุ์ หรือ “พี่ตึ๋ง” หรือ “ลุงตึ๋ง” ของน้องๆ ในวงการ เป็นชื่อแรกที่อะบุ๊กนึกถึงเมื่อจะแปลหนังสือของทอม แฮงก์ส เพราะมันเป็นเรื่องสั้นของอเมริกันชนในยุควินเทจ และภาณุเป็นนักแปลมือเก๋าที่เรียนจบและใช้ชีวิตที่นิวยอร์กมาร่วมหกปี พ่วงด้วยดีกรีอดีตบรรณาธิการ นิตยสาร เอสไควร์ (ประเทศไทย) และยังเป็นมือแปลวรรณกรรมอเมริกันสะท้อนยุคสมัย ไม่ว่าจะเป็นนิค ฮอร์นบี เรื่อง High Fidelity, About a Boy, How To Be Good หรือซีรีส์ Dark Tower สองเล่มแรกของสตีเฟน คิงส์ ไปจนถึงงานขึ้นหิ้งอย่าง Life of Pi ของยานน์ มาร์เตล เพราะฉะนั้นถ้าภาณุออกปากว่า “นานแล้วที่ไม่ได้ทำงานกับต้นฉบับที่สนุกขนาดนี้” ก็ยินดีต้อนรับทอม แฮงก์ส เข้าสู่ทำเนียบนักเขียนมือดีแห่งยุคได้เลย อาจกล่าวไม่ได้ว่าหนังสือเล่มนี้ระทึกขวัญสั่นประสาท เศร้าถึงขั้นเรียกน้ำตา หรือโรแมนติกจนจิกหมอน แต่หนังสือเล่มนี้จะทำให้คุณรู้จักความเป็นมนุษย์ของตัวคุณเอง ความไม่เพอร์เฟ็กต์ […]

view more

เรียบ เข้ม และอบอุ่น เมื่อบุคลิกของนักเขียนถ่ายทอดสู่ปกหนังสือ ‘ให้กาลเวลาเล่าเรื่องที่ดี’

โดย KANITP. “การออกแบบปกนี้ เราเลือกใช้ภาพถ่ายจากฝีมือนักเขียน (ฌอห์น จินดาโชติ) เป็นหลัก ซึ่งเป็นภาพที่ทรงพลัง แฝงด้วยความอบอุ่น ถึงแม้ว่าเราจะไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าบุคคลในภาพเป็นใคร ส่วนตัวเราตีความว่ามันคือภาพของเด็กและผู้ใหญ่จูงมือเดินไปสู่อนาคต สู่สถานที่อื่น ในกาลเวลาอื่น ซึ่งคุณฌอห์ณก็เขียนไว้ในคำนำว่าอยากให้หนังสือเล่มนี้เป็นสะพานเชื่อมระหว่างคุณปู่และหลานๆของเขา ซึ่งเป็นโลกสองใบที่แตกต่าง แต่ก็ดำเนินไปคู่ขนานกัน  “ถึงแม้ภาพจะเป็นสีขาว-ดำ แต่มู้ดโทนและแสงที่เจืออยู่ในภาพทำให้เรารู้สึกได้ถึงแสงอุ่นยามบ่ายคล้อย  ที่งดงามเข้ากันกับชื่อเรื่อง ‘ให้กาลเวลา เล่าเรื่องที่ดี’ “พอเลือกภาพที่แฝงพลังและชวนให้คิดตีความต่อได้แล้ว ก็ช่วยให้การออกแบบง่ายขึ้นทันที เพราะเราไม่ต้องประดิษฐ์ประดอยอะไรให้มันหวือหวามากขึ้นอีกต่อไป เราจึงออกแบบฟอนต์ชื่อเรื่องขึ้นมาใหม่ โดยใช้เส้นโค้งมนกับเส้นตรงประกอบกันให้ดูสบายตา หลีกเลี่ยงเหลี่ยมมุม ซึ่งจะทำให้ดูซีเรียสเกินไป และขณะเดียวกันสไตล์ฟอนต์โดยรวมก็ต้องเรียบ เพื่อไม่แข่งกันกับรูปถ่ายมากเกินไป  “โทนสีที่ใช้กับภาพนี้ เดิมเราทำไว้เป็นสีสดค่ะ เพราะเห็นว่าภาพเป็นขาวดำแล้ว อยากให้มันสดใสขึ้น เลือกโทนสีอุ่นๆ แต่คุณฌอห์ณเสนอว่าน่าจะลองสีเข้ม เขาชอบสีดำ เพราะบุคลิกเขาขรึมๆ แบบนั้น เราก็ลองสีดำกัน แต่พอดำสนิทแล้วมันดูขรึมและแก่เกินตัวเขา เราก็เลยเสนอเป็นสีน้ำเงินเข้มกรมท่า (NAVY) ลองทำให้เขาเลือกดู เราว่าสีนี้ให้ความรู้สึกสุภาพนุ่มลึก เข้ากับบุคลิกของนักเขียนเหมือนกัน คุณฌอห์ณดูแล้วก็โอเคค่ะ “กระดาษเนื้อในเราเลือกกระดาษเนื้อด้าน (Matt) ซึ่งปกติอะบุ๊กใช้เนื้อด้านเป็นหลักอยู่แล้ว เพราะกระดาษเนื้อมันให้ความรู้สึกเป็นแฟชั่น กระดาษด้านมีความ Timeless กว่า แต่ด้านก็มีหลายประเภท […]

view more

Postcards from London และการเติบโตของฟาน.ปีติ ผ่านสายตาของโอ๊ต-มณเฑียร

สัมภาษณ์และภาพ: นพดล เลิศเอกสิริ ลองนึกย้อนกลับไปในวันที่โลกของเรายังไม่มีเทคโนโลยี 4G 5G การจะส่งความคิดถึงหาใครสักคน หรือบ่นระบายอะไรสักอย่าง เราต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก ไม่มีรูปโปรไฟล์ให้เห็น ไม่มีไลน์ให้ส่ง ต้องนึกหน้าใครคนนั้นในใจ แล้วเขียนโปสต์การ์ด หรือจดหมายไปหา ข้อความเหล่านั้นใช้เวลาเดินทางไปถึงผู้รับเนิ่นนานกว่าสมัยนี้มาก แต่น่าแปลกที่ความรู้สึกบนแผ่นกระดาษกลับยังคงเด่นชัด ผ่านไปกว่าร้อยปี เทคโนโลยีเข้ามาแทนที่การเขียนจดหมาย แต่กระนั้นการส่งโปสต์การ์ดก็ยังไม่สูญหายไปจากสังคม กลายเป็นของมีค่าน่าสะสมด้วยซ้ำ คล้ายว่าคุณค่าบางอย่างไม่เคยเลือนหาย เช่นเดียวกับพี่น้องคนสนิทคู่นี้ เมื่อรู้ว่าศิษย์น้องอย่าง ฟาน-ปีติชา จะไปเรียนต่อปริญญาโทที่อังกฤษ โอ๊ต-มณเฑียร ศิษย์พี่ผู้เคยโลดแล่นอยู่ในลอนดอนกว่าหกปี จึงทิ้งโจทย์ไว้ว่า เธอต้องส่งโปสต์การ์ดกลับมาให้เดือนละใบ เป็นสัญญาใจของพวกเขาสองคน ก่อนใบที่หนึ่ง การพบกันครั้งแรก  ฟาน: ตอนนั้นฟานเห็นพี่ก้อง-ทรงกลด กำลังอ่านต้นฉบับ London Scene ของพี่โอ๊ตอยู่ ก็เลยบอกแกไปว่า เฮ้ย คนนี้น่าสัมภาษณ์มาลงคอลัมน์นะคะพี่ พี่ก้องก็สนับสนุน ซึ่งจริงๆ ฟานแอบมี Hidden Agenda ว่า ตอนไปสัมภาษณ์พี่โอ๊ต จะขอปรึกษาเรื่องการเรียนต่ออังกฤษ (ยิ้ม) โอ๊ต: แวบแรกที่เจอฟานคือคิดถึงตัวเองสมัยก่อน เรามองเห็นทั้งความเป็นนักวาดภาพประกอบ แล้วก็นักเขียน ที่ต้องทำการบ้าน […]

view more