Home / article / Lifestyle / 10 ดอก 10 เธอ

10 ดอก 10 เธอ

godaypoets

Mar 21, 2019

ชวนทำความรู้จักกับ WHITE HAT. ผู้อยู่เบื้องหลังภาพดอกไม้ 10 ดอก ที่กลายมาเป็นภาพประกอบและปกหนังสือ ‘ดอก รัก’ ของ ตินกานต์


? WHITE HAT. เป็นใคร ทำไมถึงมาวาดรูปดอกไม้
ชื่อปัณรสี ศะศินิล หรือชะเอมค่ะ เป็นเจ้าของชื่อศิลปิน WHITE HAT. เราชอบสะสมหมวกสีขาวและดอกไม้ ชอบท่องเที่ยวชมธรรมชาติ ทายชื่อดอกไม้ และเก็บดอกไม้ใบไม้ที่หล่นบนพื้นใส่กระเป๋ากระโปรงมาทับในสมุด จุดเริ่มต้นของการชอบดอกไม้เกิดจากครั้งหนึ่งเคยมีโอกาสได้ไปเดินป่าจนสุดยอดดอยหลวงเชียงดาวเป็นครั้งแรก ที่นั่นเราพบดอกไม้สวยๆ แปลกๆ มากมาย และทุกๆ อย่างที่นั่นทำให้เราสบายใจ หลงใหล เหมือนหลุดเข้าไปในอีกโลกหนึ่ง หลังกลับจากทริปนั้น เราก็เริ่มวาดดอกไม้และสะสมพืชจนกลายเป็นความชอบไปเลย

? งานวาดภาพประกอบสำหรับเรื่องสั้นอย่าง ‘ดอก รัก’ ต่างจากการวาดงานอื่นๆ ของ WHITE HAT. อย่างไรบ้าง
เราคิดว่าต่างที่การตีความนะคะ ปกติเราจะเลือกวาดดอกไม้ที่สวย บานสะพรั่ง มีคอมโพสและสีสวยงาม แต่สำหรับการวาดดอกไม้ประกอบหนังสือเล่มนี้ เราจะวาดเมื่ออ่านต้นฉบับทุกตอนจบแล้ว เพื่อให้ได้คอมโพส สี และความรู้สึกที่สื่อถึงตัวเอกในแต่ละตอนได้มากที่สุด เราดีใจมากที่ได้วาดภาพประกอบหนังสือเล่มนี้ค่ะ


? ได้อ่าน ‘ดอก รัก’ แล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง
วางไม่ลงถ้าไม่จบตอนค่ะ (หัวเราะ) เป็นหนังสือที่ใช้ภาษาได้สวยงามมาก และทำให้เรานึกถึงความขมขื่นในอีกแง่หนึ่งของความรักภายใต้ความสวยงามของดอกไม้ เรื่องที่เราประทับใจคือเฟื่องฟ้าค่ะ เป็นตอนที่อ่านแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองได้เข้าไปอยู่ในสถานที่ที่ตัวเอกพรรณนา มีผีเสื้อบินรอบตัวเราเลย


? ในฐานะคนที่ชอบดอกไม้ คิดว่าดอกไม้สัมพันธ์กับผู้หญิงในแง่ไหนบ้าง
เพราะผู้หญิงเป็นเพศที่รักและเข้าใจในเรื่องของความสวยงาม ดอกไม้ทำให้โลกสวยงามขึ้น มอบความรู้สึกให้เราผ่านทางสายตา กลิ่น และสัมผัสอ่อนโยน และดอกไม้แต่ละชนิดไม่เหมือนกัน เราว่าเหมาะมากที่จะนำมาตั้งเป็นชื่อตัวเอกในแต่ละตอน เพราะเรื่องราวของผู้หญิงในแต่ละตอนก็เหมือนดอกไม้ที่ต่างชนิด ต่างเรื่องราว ให้อารมณ์และความรู้สึกที่ต่างกันไปค่ะ

10 บทเรียนชีวิตจากสองนักเขียน วรรณสิงห์ และวิว – ชนัญญา

กว่าจะประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ สิงห์ – วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล และวิว – ชนัญญา เตชจักรเสมา ผ่านการลองผิดลองถูกมาหลากรูปแบบ ในงาน The Expert Talk เมื่อวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา ทั้งสองได้แชร์มุมมองจากประสบการณ์ชีวิตจริง และนี่คือ 10 บทเรียนที่ทั้งคู่ได้เรียนรู้และอยากส่งต่อ

view more

หนุ่ม-โตมร ศุขปรีชา กับคลาสเรียนที่เปลี่ยนนักอยากเขียนให้เป็นนักเขียน

เขียน: ซัลมา อินทรประชาภาพ: กมลวัลท์ มงคลปัญญาพิสูจน์อักษร: เบญจพร หรูวรวิจิตร เหล่าวัยรุ่นต่างใช้ความฝันเป็นแสงส่องหาเส้นทางและตัวตนในชีวิตของตัวเอง และจะเป็นเช่นนั้นเพียงช่วงหนึ่งสั้นๆ ก่อนความจริงจะเปลี่ยนแปลงให้พวกเขาก้าวสู่การเติบโตและมองโลกสดใสน้อยลง  เช้าวันจันทร์ที่ฟ้าเปียกฝน พวกเราชาวจูเนียร์หลายสิบชีวิต รวมตัวกันในห้องบรรยายที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิทยากรที่เรารอคอยก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มขรึมๆ ตอนสิบโมงตรงตามเวลานัด อดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้ที่เห็นพี่หนุ่ม-โตมร ศุขปรีชา ตัวเป็นๆ ผู้ผ่านมาทั้งงานเขียนบทความ หนังสือฟิกชั่น นอนฟิกชั่น งานแปล รวมถึงเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ ยืนเตรียมอุปกรณ์อยู่ตรงหน้าเรา ว่าแต่…เขาจะดุไหมนะ พี่หนุ่มเปิดบทสนทนาด้วยความจริงในโลกของผู้ใหญ่ที่เราฟังแล้วหัวร้อน “รู้ไหมอาชีพนักเขียน สรรพากรถือว่าเป็นอาชีพที่ไม่มีต้นทุน” เราทุกคนงง “เวลานักเขียนเขียนงานออกมา หากไม่ได้เป็นคนจัดพิมพ์งานเอง สามารถยื่นขอลดหย่อนภาษีได้น้อยมาก หากเทียบกับอาชีพนักแสดง” แม้น้ำเสียงพี่หนุ่มจะนุ่มนวลและใช้ถ้อยคำติดตลก แต่เนื้อหานั้นฟังแล้วหดหู่ ผลงานที่ใช้ทั้งระยะเวลาในการสั่งสมข้อมูล กับประสบการณ์ของนักเขียน กลับไม่ถูกให้ค่า เพราะสังคมไทยนิยมเสพเรื่องราวที่ถ่ายทอดด้วยปาก มากกว่าจะอ่านจากงานเขียน และยังชอบเสพอารมณ์ความรู้สึก มากกว่าตรรกะและเหตุผล จึงไม่แปลกที่ประเทศนี้ นักแสดงหรือนักร้องจะรวยกว่านักเขียน  จากเรื่องเล่าข้างต้น พี่หนุ่มจบด้วยประโยคที่มืออาชีพมักใช้ถามเด็กหน้าใหม่ที่มีแต่ใจกับไฟฝันว่า “ฟังแล้วยังอยากเป็นนักเขียนอยู่มั้ย” ไม่ว่าการเป็นนักร้องนักแสดงจะรวยแค่ไหน แต่ตอนนี้นักเขียนมืออาชีพกำลังยืนอยู่ตรงหน้าเรา ถึงพี่หนุ่มจะออกปากว่านักเขียนรวยสู้นักแสดงไม่ได้ แต่จากผลงานมากมายก็ทำให้เรามั่นใจว่ามีบางอย่างที่ทำให้พี่หนุ่มยังรักในการเขียนอยู่ “การเขียนเป็นการตัดต่อความทรงจำ” พี่หนุ่มเปิดประเด็น ก่อนพาพวกเราไปสู่ทักษะแรกของการเป็นนักเขียนที่ดี โห…ขนลุก […]

view more

สานเส้นเป็นกระต่ายในร้านหนังสือ ‘London Book Sanctuary’

เขียน: นพดล เลิศเอกสิริพิสูจน์อักษร: เบญจพร หรูวรวิจิตร นาทีที่ได้เห็นภาพปกหนังสือ London Book Sanctuary สิ่งหนึ่งที่ดึงความสนใจเป็นอย่างมาก ก็คือเจ้ากระต่ายยักษ์สีขาวที่แอบซ่อนอยู่ในร้านหนังสือ มันแฝงความหมายอะไรหรือเปล่านะ แล้วมือของใครกันที่เปิดม่านไปเจอร้านหนังสือ ชวนให้คนต้องพลิกดูทั้งสองด้าน ก่อนจะเห็นว่าเจ้าของมือนั้นคือเด็กหญิงชุดฟ้าที่ดูเหมือนอลิซในแดนมหัศจรรย์ ชวนให้จินตนาการได้ว่าร้านหนังสือนี้คงมหัศจรรย์เหมือนโพรงกระต่ายของอลิซ การใช้ภาพที่ทรงพลังเพียงภาพเดียวหุ้มหนังสือทั้งเล่มในฐานะปกหน้าและปกหลัง และสร้างมิติน่าสนใจให้หนังสือได้ เป็นไอเดียไม่ธรรมดาของ กนิฐปัญณีย์ นิ่มศรีทอง หรือเอิง อาร์ตได-เร็กเตอร์ของสำนักพิมพ์อะบุ๊ก ส่วนฝีมือการวาดที่สวยคลาสสิกและแสนมีเสน่ห์นั้นเป็นของ ปีติชา คงฤทธิ์ หรือ ‘ฟาน.ปีติ’ ผู้ที่เป็นทั้งคนเขียนและคนวาด เล่าเบื้องหลังของปกหนังสือเล่มนี้ให้ฟังหน่อย   เอิง: เราเห็นว่าฟานวาดภาพประกอบหนึ่งในเล่มเป็นรูปเด็กผู้หญิงเปิดม่าน แล้วเจอร้านหนังสือที่ซ่อนอยู่ในนั้น เราว่ามันเป็นกิมมิกที่น่ารักดี และแตกต่างจากปกส่วนใหญ่ที่เคยเห็นที่มักจะเป็นรูปแลนด์สเคปกว้างๆ ของร้านหนังสือจริง เราก็เลยคุยกับฟานว่า น่าจะขยายมาเป็นปกของเล่ม แล้วฟานก็ชอบ ฟาน: ตัวหน้าปกพัฒนามาจากภาพประกอบด้านในที่เราวาดสำหรับร้านชื่อว่า Marchpane ค่ะ ร้านนี้เด่นเรื่อง Alice in Wonderland เพราะมีขายหนังสือเรื่องนี้หลายเวอร์ชัน และรูปนี้ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากภาพหนึ่งในนิทานเรื่องนั้น เป็นภาพอลิซแหวกม่านไปเจอประตูเล็กๆ แล้วกำลังใช้กุญแจไขเข้าไปในแดนมหัศจรรย์ โดยเราปรับจากประตูเป็นร้านหนังสือ ส่วนเด็กผู้หญิงก็เปลี่ยนเป็นตัวเราที่ตามกระต่าย เข้าไปในร้านหนังสือแทนที่จะเป็นโพรง […]

view more