Home / 02-product_12

02-product_12

plai

Apr 4, 2019

East side story เมื่อยุโรปมืด – ตะวันออกหม่น

อาจกล่าวได้ว่าหนังสือ ‘ยุโรปมืด’ (https://godaypoets.com/product/the-sun-still-shines/) ของ ‘พีรพัฒน์ ตัณฑวณิช’ คือหนังสือที่นำเสนอเรื่องราวทางประวัติศาสตร์โดยเล่าเรื่องผ่านสถานที่ มากกว่าการเป็นหนังสือท่องเที่ยวที่แทรกเกร็ดประวัติศาสตร์ ตลอดทั้งเล่มพีรพัฒน์พาคุณเหยียบย่ำไปบนอนุสรณ์สถานแห่งความโหดร้าย เพื่อเสาะแสวงหาร่องรอยของเหตุการณ์ต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นในยุโรปตะวันออกช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนจะย้อนกลับไปพินิจเรื่องราวเบื้องหลังคราบเหล่านั้นเพื่อเรียนรู้และจดจำถึงช่วงเวลาที่ความมืดมนปกคลุมไปทั่วดินแดน มืดมนทั้งในแง่ของสภาพชีวิต และมืดมนกินลึกถึงข้างในจิตใจ ชื่อเรียกกันว่า ‘สงครามโลก’ แน่นอนว่าผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงในยุโรปตะวันออกเท่านั้น หากแต่แผ่กระจายไปทั่วไม่ต่างจากการอุบัติตัวของโรคระบาด และเดินทางสร้างรอยแผลให้กับผู้คนอย่างไม่จำกัดบริเวณ ที่แห่งหนึ่งซึ่งประสบกับภาวะมืดมิดจากภัยสงครามคือ ‘เอเชีย’ ซึ่งหากมองย้อนไปแล้วก็พบว่าดินแดนแห่งนี้ต้องเผชิญความโหดร้ายไม่ด้อยไปกว่าพื้นที่อื่น และนี่คือ 4 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับดินแดนฝั่งตะวันออก หรือเกี่ยวข้องกับความเป็น ‘เอเชีย’ ในช่วงเวลามหาสงคราม บางเหตุการณ์อาจถูกหลงลืมไป บางเหตุการณ์อาจจงใจให้ถูกลืม แต่ทั้งหมดต่างสะท้อนให้เห็นภาพเดียวกันว่า สงครามไม่เพียงเผยความกระหายในอำนาจอันไม่รู้จบของมนุษย์ แต่ยังเปลื้องให้เห็นความโหดเหี้ยมที่ซ่อนอยู่เบื้องลึกในจิตใจของคน ดังจะเห็นได้จากทั้ง 4 เหตุการณ์นี้ เหตุการณ์ Yellow river flooding – เมื่อจีนสละชีวิตประชาชนของตนเองเพื่อตนเอง มักมีคำกล่าวที่ว่า ‘ไม่มีสงครามใด ชนะได้หากไร้ผู้เสียสละ’ หากแต่คำถามสำคัญคือ เราจะคัดเลือกผู้เหมาะสมสำหรับการสละตนเป็นชาติพลีอย่างไร? เหตุการณ์ Yellow River flooding เกิดขึ้นให้หลังไม่ถึงหนึ่งปีของเหตุการณ์ ‘โศกนาฏกรรมที่นานกิง (Nanjing […]

view more

คุยกับ พีรพัฒน์ ตัณฑวณิช “ยุโรปมืด” แล้วเอเชียสว่างไหม

หลังจากเจ็ดปีในต่างแดน โดยเรียนปริญญาโทที่ญี่ปุ่นสองปี และต่อปริญญาเอกที่แคนาดาอีกห้าปี ตั๊บ-พีรพัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์และนักเขียนเจ้าของผลงาน “ยุโรปมืด” กลับมาเมืองไทยพร้อมปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์การพัฒนา และปัจจุบันทำงานให้กับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หลังจากเราตีพิมพ์ต้นฉบับของเขาจนเป็น Best Seller มานาน วันนี้อะบุ๊กเพิ่งได้พบหน้าค่าตากัน เราจึงชวนเขามาคุยกันสารพัดเรื่อง ทั้งการเมือง เศรษฐศาสตร์ และสงครามโลก ที่หลายคนอยากรู้ว่าจะเกิดขึ้นอีกไหมในชั่วชีวิตนี้ (แทบ) ทุกราชวงศ์เป็นลูกหนี้ชาวยิว ในหนังสือผมพูดถึงชาวยิวซึ่งเป็นชนชาติที่ถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองไปมากมาย และในขณะเดียวกัน รู้ไหมครับว่าตระกูลที่มั่งคั่งที่สุดก็ยังคงเป็น House of Rothschild ซึ่งคือยิวเหมือนกัน รวยมานาน และยังคงรวยอยู่ เป็นเจ้าของสถาบันการเงิน มีอิทธิพลทางการเงินสูงมากต่อโลก ราชวงศ์ไหนเปิดสงครามก่อน เขาก็จะไฟแนนซ์อีกฝั่งหนึ่ง พูดง่ายๆ คือทุกราชวงศ์เนี่ยเป็นลูกหนี้เขาหมดเลย ไม่ทำสงครามเพราะกลัวจน หลายคนเชื่อว่าที่เราไม่รบกันเพราะทุกประเทศคำนึงถึงเศรษฐกิจ ผลประโยชน์อาจเป็นแรงผลักดันที่ดีที่ทำให้เราเลี่ยงสงคราม อย่างอะลีบาบาก็ไม่อยากให้อเมริกาเกิดสงคราม เพราะอะลีบาบาก็เทรดอยู่ในตลาดนิวยอร์ก จริงอยู่ เมื่อก่อนนายทุนค้าอาวุธย่อมสนับสนุนให้เกิดสงคราม แต่ตอนนี้ถ้าเป็นสงครามสเกลใหญ่ ผมไม่มั่นใจว่ามันจะดีกับเขาหรือเปล่านะ เขาอาจจะอยากให้มีสเกลเล็กแล้วทุ่มไปกับรีเสิร์ช เพราะทุกวันนี้ เวลารบกันมันไม่ใช่ทหารราบรบกันแล้วครับ มันเป็นการรบด้วยรีเสิร์ชเสียเยอะ จริงๆ ผมไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้นะครับ แต่ความเชื่อส่วนตัว ผมคิดว่าชั่วชีวิตผมไม่น่าจะได้เห็นสงครามสเกลใหญ่ขนาดนั้นอีกแล้ว แต่สงครามเล็ก ๆ น้อย […]

view more

Postcards from London และการเติบโตของฟาน.ปีติ ผ่านสายตาของโอ๊ต-มณเฑียร

สัมภาษณ์และภาพ: นพดล เลิศเอกสิริ ลองนึกย้อนกลับไปในวันที่โลกของเรายังไม่มีเทคโนโลยี 4G 5G การจะส่งความคิดถึงหาใครสักคน หรือบ่นระบายอะไรสักอย่าง เราต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก ไม่มีรูปโปรไฟล์ให้เห็น ไม่มีไลน์ให้ส่ง ต้องนึกหน้าใครคนนั้นในใจ แล้วเขียนโปสต์การ์ด หรือจดหมายไปหา ข้อความเหล่านั้นใช้เวลาเดินทางไปถึงผู้รับเนิ่นนานกว่าสมัยนี้มาก แต่น่าแปลกที่ความรู้สึกบนแผ่นกระดาษกลับยังคงเด่นชัด ผ่านไปกว่าร้อยปี เทคโนโลยีเข้ามาแทนที่การเขียนจดหมาย แต่กระนั้นการส่งโปสต์การ์ดก็ยังไม่สูญหายไปจากสังคม กลายเป็นของมีค่าน่าสะสมด้วยซ้ำ คล้ายว่าคุณค่าบางอย่างไม่เคยเลือนหาย เช่นเดียวกับพี่น้องคนสนิทคู่นี้ เมื่อรู้ว่าศิษย์น้องอย่าง ฟาน-ปีติชา จะไปเรียนต่อปริญญาโทที่อังกฤษ โอ๊ต-มณเฑียร ศิษย์พี่ผู้เคยโลดแล่นอยู่ในลอนดอนกว่าหกปี จึงทิ้งโจทย์ไว้ว่า เธอต้องส่งโปสต์การ์ดกลับมาให้เดือนละใบ เป็นสัญญาใจของพวกเขาสองคน ก่อนใบที่หนึ่ง การพบกันครั้งแรก  ฟาน: ตอนนั้นฟานเห็นพี่ก้อง-ทรงกลด กำลังอ่านต้นฉบับ London Scene ของพี่โอ๊ตอยู่ ก็เลยบอกแกไปว่า เฮ้ย คนนี้น่าสัมภาษณ์มาลงคอลัมน์นะคะพี่ พี่ก้องก็สนับสนุน ซึ่งจริงๆ ฟานแอบมี Hidden Agenda ว่า ตอนไปสัมภาษณ์พี่โอ๊ต จะขอปรึกษาเรื่องการเรียนต่ออังกฤษ (ยิ้ม) โอ๊ต: แวบแรกที่เจอฟานคือคิดถึงตัวเองสมัยก่อน เรามองเห็นทั้งความเป็นนักวาดภาพประกอบ แล้วก็นักเขียน ที่ต้องทำการบ้าน […]

view more