Home / article / Book / โลกควรมีฮีโร่ที่มีพลังพิเศษเกี่ยวกับ ‘บัวลอย’ เสียที

โลกควรมีฮีโร่ที่มีพลังพิเศษเกี่ยวกับ ‘บัวลอย’ เสียที

godaypoets

Mar 21, 2019

ภาพ: ขจรศิริ อุ่ยมานะชัย

คุยกับเต้ย-ภาณุมาศ ทองธนากุล หรือนามปากกา ใบพัด เจ้าของผลงาน ‘นี่คือสิ่งสำคัญ’ นวนิยายสะท้อนทุนนิยมที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เซเว่นบุ๊คอวอร์ดครั้งล่าสุด อะไรคือแรงบันดาลใจ ทำไมต้องบัวลอย และทำไมมนุษย์เงินเดือนถึงควรอ่าน

  • ปกติคุณเต้ยจะเขียนแนว non-fiction ทำไมเรื่องนี้ถึงตัดสินใจเขียนนวนิยาย (ใช้เวลารวบรวมข้อมูลต่างๆ และเขียนขึ้นนานไหม)

ตอนเขียนหนังสือเล่มนี้ อยากลองเล่าเสมือนหน้ากระดาษเป็นจอฉายภาพยนตร์ เราคิดทุกอย่างเป็นภาพเคลื่อนไหว และถ่ายทอดให้ผู้อ่านค่อยๆ ประหลาดใจกับความลึกลับซับซ้อนที่เราค่อยๆ เผยให้เห็น ราวกับว่าเขากำลังนั่งดูหนังอยู่ ก่อนหน้านี้ผมเคยเขียนเรื่องแต่งอยู่เหมือนกัน เคยเขียนวรรณกรรมเยาวชน แต่งเรื่องสั้น เขียนเรื่องสำหรับเป็นกราฟิกฟิกชั่น แต่สำหรับการเขียนนวนิยายแล้ว นี่เป็นประสบการณ์ใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจ ผมไม่เคยเขียนนิยายมาก่อนเลย ซึ่งก่อนจะเริ่มเขียน ผมก็ไม่ได้ออกหนังสือมาเกือบสามปี พูดอีกอย่างคือ ตอนนั้นไม่รู้จะเขียนอะไรแล้ว เพราะที่อยากเขียนก็ได้เขียนหมดแล้ว ได้เขียนบันทึกการเดินทาง ได้เล่าประสบการณ์ชีวิต รวมแล้วก็เขียนมากกว่าสิบเล่มตลอดการทำอาชีพนักเขียน ช่วงที่เขียนไม่ออกช่วงนั้นก็เริ่มมีความคิดว่า ไม่ต้องเขียนอีกแล้วมั้ง เพราะถ้าไม่ได้รู้สึกอยากเขียนอยากเล่า บังคับตัวเองมากไป งานก็จะออกมาไม่ดี เราก็เพียงใช้ชีวิตของเราไป แต่ก็เชื่อนะว่า ถ้าวันหนึ่งพร้อม มันจะมาของมันเอง ซึ่งก็ยังดีที่รอแค่สามปี (หัวเราะ) ในที่สุดมันก็มา ความคิดที่อยากจะเล่าก็ผุดขึ้น และเห็นภาพไปล่วงหน้าแล้วว่า ถ้าเล่ามันแบบหนังแฟนตาซีนี่คงน่าตื่นเต้นดี เพราะเราสามารถเล่ามันแบบเพี้ยนหลุดโลกได้สมใจ และเมื่อมีทิศทางชัดเจนแล้ว พอนั่งลงหน้าคอมพ์ มันก็สนุกอย่างที่คาดไว้ เมื่อวางนิ้วลงไปบนคีย์บอร์ด นวนิยายที่เราอยากอ่านก็ค่อยๆ เผยตัวเองออกมา แล้วเสร็จสมบูรณ์ภายในเวลาไม่กี่เดือน

  • สถานการณ์ที่ตัวละครในเรื่องเจออิงมาจากชีวิตจริงของคุณเต้ยตอนเป็นมนุษย์เงินเดือนมากน้อยแค่ไหน และวินัยที่เป็นตัวเอกมีความเหมือนและต่างกับคุณเต้ยอย่างไรบ้าง

บางสถานการณ์เราก็เคยสัมผัสมาก่อน อย่างสมัยที่ยังทำงานประจำ มีอยู่วันหนึ่งที่รู้สึกเพลียมากๆ ผมเคยอู้งานด้วยการไปแอบหลับในรถจริงๆ แต่ด้วยความที่เราเป็นมืออาชีพ เลยไม่มีใครจับได้ (หัวเราะ) แต่ส่วนใหญ่แล้วสถานการณ์ในเรื่องก็ไม่ได้มาจากชีวิตเราทั้งหมด เราหยิบเอาความในใจต่างๆ ของคนทำงานที่เราเคยรับรู้มา แล้วปรับเปลี่ยนเป็นอุปมาอุปมัย หรือเล่าให้มันเหนือจริงไปหน่อย เพื่อให้เกิดความน่าสนใจ
ส่วนวินัยกับเราเหมือนกันตรงความคิดมาก นี่ถ้าไม่ได้รับการดูแลให้รู้จักควบคุมความคิดตัวเอง ในระยะยาวก็มีแนวโน้มจะป่วยจากการเป็นคนเจ้าความคิดแบบนั้นแหงๆ (หัวเราะ) ที่เหมือนกันอีกอย่างคือ เราทั้งคู่เป็นคนทำงานธรรมดาๆ ไม่ได้โดดเด่นอะไร

  • ทำไมต้องเป็น ‘บัวลอย’

ถึงเวลาแล้วละครับ ที่โลกควรมีฮีโร่ที่มีพลังพิเศษเกี่ยวข้องกับขนมหวานชนิดนี้เสียที (หัวเราะ) บัวลอยเข้ามาในหัวผมตั้งแต่ก่อนที่จะเขียนหนังสือเล่มนี้เป็นเดือน มันวนเวียนเป็นเสียงก้องในหัวอยู่เป็นระยะๆ จนน่ารำคาญ ใครบางคนเคยบอกว่า วิธีการที่จะเอาสิ่งที่วนเวียนอยู่ในหัวออกคือ การเขียนมันออกมา และผมก็ว่านอนสอนง่าย เริ่มพาบัวลอยลงไปในหนังสือของผมนับแต่นั้น

  • นอกจากเรื่องชีวิตมนุษย์เงินเดือนแล้ว คุณเต้ยยังสอดแทรกประเด็นทางสังคมอย่าง Cyber Bullying เข้าไปด้วย คุณเต้ยเลือกประเด็นต่างๆ ที่นำมาใส่ในนวนิยายเรื่องนี้อย่างไร

หลักๆ ก็จะหยิบประเด็นที่มันสัมผัสใจเรา ที่เคยเป็นคำถามค้างคาใจ หรือเคยกระทบกระเทือนใจ

ผมอยากเอาประเด็นสังคมเหล่านั้นมาให้ตัวละครของเราได้เผชิญบ้าง อยากรู้ว่าตัวละครแต่ละแบบของเราจะรับมือกับสิ่งเหล่านั้นอย่างไร เพราะไม่ว่าโลกความเป็นจริงหรือโลกในนิยาย ผมก็เชื่ออย่างเดียวกันว่า จิตใจเป็นเรื่องสำคัญ ใจแข็งแรงก่อให้เกิดพลังที่จะไปสร้างสรรค์หลายสิ่งไม่แพ้การมีร่างกายที่แข็งแรง ทุกวันนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่กัดเซาะกำลังใจที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้ของผู้คน ใจที่ยังไม่ได้รับการฝึกฝนให้แข็งแกร่งของพวกเรา ย่อมได้รับผลกระทบทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจจากปัจจัยภายนอก ซึ่งแต่ละคนก็จะรับมือกันไปตามแต่ต้นทุนภายในของเขา

  • คุณเต้ยพูดถึงหนังสือของคาร์ล จุง ซึ่งเปลี่ยนชีวิตของวินัยไปมากทีเดียว หนังสือเล่มนั้นมีความหมายกับคุณเต้ยอย่างไรบ้าง

ความรู้สึกของผมไม่ต่างจากที่วินัยได้อ่านหนังสือเล่มนั้นเลย อยากอ่านให้เข้าใจนะ พยายามแล้ว แต่อ่านเข้าใจยาก จนถอดใจจะเลิกอ่านอยู่หลายครั้ง กระทั่งมาเจอประโยคสำคัญที่วินัยเจอนั่นแหละ (“เหตุการณ์ภายนอกทั้งมวลของชีวิต เป็นแค่อุบัติการณ์ที่เกิดขึ้นและจะจางหายไป มีเพียง ‘สิ่งที่อยู่ภายใน’ เท่านั้นที่ถือว่าเป็นเนื้อหาสาระและเป็นคุณค่าที่แท้จริง”) จึงรู้สึกว่า เกิดมาชาตินี้คุ้มเหลือเกินที่ได้อ่านหนังสือสักเล่มแล้วเจอบางประโยคสำคัญที่จะคลี่คลายตัวเองได้

  • ในหนังสือ ‘นี่คือสิ่งสำคัญ’ มีองค์กรที่คอยขัดแข้งขัดขาคนที่ตั้งใจทำงานให้หมดหวัง คุณว่าองค์กรแบบนั้นมีจริงไหม

อาจไม่มีองค์กรลับจริงๆ จังๆ ที่จ้างงานคนเพื่อทำภารกิจแบบที่เขียนไว้ในหนังสือ แต่ผมเชื่อว่า ภายใต้โลกแห่งการทำงานนี้ แม้ว่าทุกคนจะใฝ่ฝันถึงชีวิตที่ดี ปรารถนาชีวิตที่ร่ำรวย ประสบความสำเร็จ แต่ในความจริงแล้ว ไม่ใช่ว่าทุกคนหวังอย่างนั้นแล้วจะสามารถทะยานไปยังจุดที่ตัวเองฝันไว้ได้ โอกาสไม่ได้เปิดกว้างให้ทุกคนขนาดนั้น มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จะเบียดเข้าไปได้ ซึ่งอะไรเป็นจุดที่แยกระหว่างคนส่วนน้อยกับคนส่วนใหญ่นั้น เป็นสิ่งที่ผมสนใจมาตลอด ซึ่งสิ่งที่พอจะมองเห็นก็คือ ความตะกละตะกลามของระบบทุนนิยม และการหมกมุ่นกับเป้าหมายคือกำไรสูงสุด มันได้ทำให้ความไม่เท่าเทียมต่างๆ และความอยุติธรรมเกิดขึ้น ซึ่งพอคิดในเชิงนวนิยายโดยจินตนาการว่า มันมีกลุ่มคนที่วางแผนทำให้มันเกิดขึ้น มันก็คิดได้ และพร้อมๆ กันนั้นก็สามารถจินตนาการต่อไปอีกได้เช่นกันว่า ก็น่าจะมีองค์กรอีกแบบที่มาท้าทายและมาช่วยเหลือคนทำงานเช่นกัน

  • ในสังคมแห่งความเป็นจริง คุณเต้ยคิดว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับการเป็นมนุษย์คนทำงานคืออะไร

การยอมจำนนกับชีวิตเป็นสิ่งที่น่ากลัว คือยอมแล้ว ไม่เอาแล้ว คิดว่าชีวิตก็ได้เท่านี้แหละ ทำๆ ไป มีชีวิตเพื่อใช้หนี้กันไป ไม่รู้จะพยายามเปลี่ยนแปลงโลกไปทำไม ฉะนั้นแม้ว่าหลายครั้งชีวิตจะทุบตีเราจนเราไม่กล้าหือกับมัน แต่สิ่งที่เราต้องรักษาไว้ให้ได้คือ ความคิดว่าเรายังดีขึ้นได้กว่านี้ โลกยังดีงามขึ้นได้กว่านี้ ถึงวันนี้อะไรๆ ยังไม่เข้าที่ ยังไม่เห็นอนาคต แต่เราควรมีศรัทธาว่า ถ้าเราศึกษาวางแผนหนทางไปสู่การมีชีวิตที่ดี และมีวินัยมากพอที่จะเดินตามแผนนั้น เราก็จะค่อยๆ ใกล้เป้าหมายไปเรื่อยๆ และวันหนึ่งเราจะได้ไปอยู่ในจุดที่เคยฝันไว้

  • สำหรับคนที่ท้อแท้กับการทำงาน แต่ก็ไม่รู้ว่าตัวเองชอบทำอะไร หรือไม่ได้มีความฝันอะไรเป็นพิเศษ คุณเต้ยมีคำแนะนำอย่างไรบ้าง

ก่อนอื่นก็ต้องตรวจสอบก่อนว่า ความท้อแท้นั้นเกิดขึ้นจากปัจจัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานจริงๆ หรือเปล่า หรือความท้อแท้นั้นเป็นเพราะทัศนคติของเราที่ปรุงแต่งขึ้นมาเอง
ผมเคยเอาจริงเอาจังมากกับการมองหาสิ่งที่ทำแล้วหัวใจเราเต้นแรง ทำแล้วมีความสุข แต่หลังๆ มานี้ผมได้เรียนรู้ว่า ความสุขในการทำงานไม่ใช่สิ่งสำคัญที่เราควรไปถือเป็นจริงเป็นจังมากนัก เพราะบางทีเราก็เกิดมีความรู้สึกรักในการทำบางสิ่งอย่างหมกมุ่น แต่ผ่านไปไม่เท่าไร ความรู้สึกนั้นอาจจืดจางลง สิ่งที่พอจะแนะนำได้คือ ผมอยากให้เปลี่ยนจุดโฟกัสจาก ‘งานนี้จะให้ความสุขกับเราแค่ไหน’ มาเป็นการโฟกัสที่ ‘ความหมาย’ ของงานที่เราเลือกทำ ว่าจริงๆ แล้วในระยะยาวที่เราเลือกทำงานนี้ มันให้อะไรกับเรากันแน่ พยายามปรับให้ความฝันกับความหมายของงานเป็นเรื่องเดียวกัน แม้จะเป็นเหตุผลชวนฝัน หรือเป็นเหตุผลที่ไม่ค่อยเหมือนใคร แต่เมื่อเล่าเรื่องนี้ให้ตัวเองแล้วเราเชื่อสนิทใจ เราจะพบว่า ชีวิตเราก็มีความหมายตามไปด้วย จนลืมอาการท้อแท้หดหู่ในชีวิตลงไปได้เลย

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหนังสือ ‘นี่คือสิ่งสำคัญ’ https://godaypoets.com/importantthing

East side story เมื่อยุโรปมืด – ตะวันออกหม่น

อาจกล่าวได้ว่าหนังสือ ‘ยุโรปมืด’ (https://godaypoets.com/product/the-sun-still-shines/) ของ ‘พีรพัฒน์ ตัณฑวณิช’ คือหนังสือที่นำเสนอเรื่องราวทางประวัติศาสตร์โดยเล่าเรื่องผ่านสถานที่ มากกว่าการเป็นหนังสือท่องเที่ยวที่แทรกเกร็ดประวัติศาสตร์ ตลอดทั้งเล่มพีรพัฒน์พาคุณเหยียบย่ำไปบนอนุสรณ์สถานแห่งความโหดร้าย เพื่อเสาะแสวงหาร่องรอยของเหตุการณ์ต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นในยุโรปตะวันออกช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนจะย้อนกลับไปพินิจเรื่องราวเบื้องหลังคราบเหล่านั้นเพื่อเรียนรู้และจดจำถึงช่วงเวลาที่ความมืดมนปกคลุมไปทั่วดินแดน มืดมนทั้งในแง่ของสภาพชีวิต และมืดมนกินลึกถึงข้างในจิตใจ ชื่อเรียกกันว่า ‘สงครามโลก’ แน่นอนว่าผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงในยุโรปตะวันออกเท่านั้น หากแต่แผ่กระจายไปทั่วไม่ต่างจากการอุบัติตัวของโรคระบาด และเดินทางสร้างรอยแผลให้กับผู้คนอย่างไม่จำกัดบริเวณ ที่แห่งหนึ่งซึ่งประสบกับภาวะมืดมิดจากภัยสงครามคือ ‘เอเชีย’ ซึ่งหากมองย้อนไปแล้วก็พบว่าดินแดนแห่งนี้ต้องเผชิญความโหดร้ายไม่ด้อยไปกว่าพื้นที่อื่น และนี่คือ 4 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับดินแดนฝั่งตะวันออก หรือเกี่ยวข้องกับความเป็น ‘เอเชีย’ ในช่วงเวลามหาสงคราม บางเหตุการณ์อาจถูกหลงลืมไป บางเหตุการณ์อาจจงใจให้ถูกลืม แต่ทั้งหมดต่างสะท้อนให้เห็นภาพเดียวกันว่า สงครามไม่เพียงเผยความกระหายในอำนาจอันไม่รู้จบของมนุษย์ แต่ยังเปลื้องให้เห็นความโหดเหี้ยมที่ซ่อนอยู่เบื้องลึกในจิตใจของคน ดังจะเห็นได้จากทั้ง 4 เหตุการณ์นี้ เหตุการณ์ Yellow river flooding – เมื่อจีนสละชีวิตประชาชนของตนเองเพื่อตนเอง มักมีคำกล่าวที่ว่า ‘ไม่มีสงครามใด ชนะได้หากไร้ผู้เสียสละ’ หากแต่คำถามสำคัญคือ เราจะคัดเลือกผู้เหมาะสมสำหรับการสละตนเป็นชาติพลีอย่างไร? เหตุการณ์ Yellow River flooding เกิดขึ้นให้หลังไม่ถึงหนึ่งปีของเหตุการณ์ ‘โศกนาฏกรรมที่นานกิง (Nanjing […]

view more

คุยกับ พีรพัฒน์ ตัณฑวณิช “ยุโรปมืด” แล้วเอเชียสว่างไหม

หลังจากเจ็ดปีในต่างแดน โดยเรียนปริญญาโทที่ญี่ปุ่นสองปี และต่อปริญญาเอกที่แคนาดาอีกห้าปี ตั๊บ-พีรพัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์และนักเขียนเจ้าของผลงาน “ยุโรปมืด” กลับมาเมืองไทยพร้อมปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์การพัฒนา และปัจจุบันทำงานให้กับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หลังจากเราตีพิมพ์ต้นฉบับของเขาจนเป็น Best Seller มานาน วันนี้อะบุ๊กเพิ่งได้พบหน้าค่าตากัน เราจึงชวนเขามาคุยกันสารพัดเรื่อง ทั้งการเมือง เศรษฐศาสตร์ และสงครามโลก ที่หลายคนอยากรู้ว่าจะเกิดขึ้นอีกไหมในชั่วชีวิตนี้ (แทบ) ทุกราชวงศ์เป็นลูกหนี้ชาวยิว ในหนังสือผมพูดถึงชาวยิวซึ่งเป็นชนชาติที่ถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองไปมากมาย และในขณะเดียวกัน รู้ไหมครับว่าตระกูลที่มั่งคั่งที่สุดก็ยังคงเป็น House of Rothschild ซึ่งคือยิวเหมือนกัน รวยมานาน และยังคงรวยอยู่ เป็นเจ้าของสถาบันการเงิน มีอิทธิพลทางการเงินสูงมากต่อโลก ราชวงศ์ไหนเปิดสงครามก่อน เขาก็จะไฟแนนซ์อีกฝั่งหนึ่ง พูดง่ายๆ คือทุกราชวงศ์เนี่ยเป็นลูกหนี้เขาหมดเลย ไม่ทำสงครามเพราะกลัวจน หลายคนเชื่อว่าที่เราไม่รบกันเพราะทุกประเทศคำนึงถึงเศรษฐกิจ ผลประโยชน์อาจเป็นแรงผลักดันที่ดีที่ทำให้เราเลี่ยงสงคราม อย่างอะลีบาบาก็ไม่อยากให้อเมริกาเกิดสงคราม เพราะอะลีบาบาก็เทรดอยู่ในตลาดนิวยอร์ก จริงอยู่ เมื่อก่อนนายทุนค้าอาวุธย่อมสนับสนุนให้เกิดสงคราม แต่ตอนนี้ถ้าเป็นสงครามสเกลใหญ่ ผมไม่มั่นใจว่ามันจะดีกับเขาหรือเปล่านะ เขาอาจจะอยากให้มีสเกลเล็กแล้วทุ่มไปกับรีเสิร์ช เพราะทุกวันนี้ เวลารบกันมันไม่ใช่ทหารราบรบกันแล้วครับ มันเป็นการรบด้วยรีเสิร์ชเสียเยอะ จริงๆ ผมไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้นะครับ แต่ความเชื่อส่วนตัว ผมคิดว่าชั่วชีวิตผมไม่น่าจะได้เห็นสงครามสเกลใหญ่ขนาดนั้นอีกแล้ว แต่สงครามเล็ก ๆ น้อย […]

view more

ภาพถ่ายและตัวอักษรที่สะท้อนตัวตนของ ADDCANDID ในปกหนังสือ ‘A(dd)-perture’

พีรพัฒน์ วิมลรังครัตน์ หรือ ADDCANDID ช่างภาพมากฝีมือระดับ Leica Thailand Ambassador ได้มาออกหนังสือที่เล่าเรื่องราวหลังเลนส์กล้องของเขา เขาถ่ายทอดมันออกมาด้วยสำนวนภาษาขี้เล่นและอารมณ์ดี โดยมีภาพถ่ายที่สวยและจับจังหวะอย่างเฉียบคมของเขาเป็นส่วนประกอบ สองสิ่งนี้กลายเป็นแรงบันดาลใจเบื้องหลังการออกแบบปกของ ’29thwinter’ ที่ตีความทั้งสองอย่างออกมาในรูปแบบของเธอ “ปกเล่มนี้เริ่มจากการเลือกรูปกันในกอง โดยมีโจทย์ว่าต้องเป็นรูปที่แสดงถึงสไตล์การถ่ายรูปของผู้เขียนอย่างชัดเจน เราจึงพยายามเลือกรูปที่ให้ความรู้สึกของการถูก snap และมีความ candid ในแบบของเขา การเลือกรูปที่ใช่นั้นค่อนข้างยาก เพราะรูปถ่ายของเขาสวยหมดทุกรูปเลย แต่เซตภาพที่เราชอบมากที่สุดคือเซต ‘ปารีส’ โดยเฉพาะรูป ‘the kiss’ ที่สำหรับเรามันยังเป็นรูปที่ใช่เสมอ แม้ว่ามันจะเคยใช้เป็นปก photobook ของเขาไปแล้วก็ตาม  การเลือกใช้ฟอนต์ต่างกันในชื่อหนังสือบนปก เพราะเราอยากให้มีลูกเล่นที่สื่อถึงคาแรคเตอร์ความเป็นกันเองของผู้เขียน ซึ่งสอดคล้องกับเนื้อหาสนุกๆ ด้านในเล่ม การวางชื่อพาดตรงกลางเป็นความตั้งใจให้ตัววงเล็บคาดตรงปากของทั้งสองคนพอดี เพื่อให้ภาพดูน่าค้นหามากยิ่งขึ้นจากการที่เราได้ปิดบังบางส่วนไป เมื่อเราได้รูปกับฟอนต์ที่พอดีแล้ว องค์ประกอบอื่นๆ และสีที่เลือกจึงใช้เท่าที่จำเป็น ด้วยแนวคิดที่อยากให้มันออกมาแบบ minimal แต่ดูโดดเด่นไม่จืดชืด” สั่งซื้อหนังสือ ‘A(dd)-perture’ โดย ADDCANDID ได้แล้วที่ https://godaypoets.com/product/add-perture/

view more