Home / article / แฉแล้วชิ่ง by a book junior รุ่น 1

แฉแล้วชิ่ง by a book junior รุ่น 1

a book Publishing

Aug 1, 2019

นึกว่าจะทำแต่หนังสือ?!

ศศิ ฝึกงานตำแหน่งกราฟิกดีไซน์เนอร์

หลงคิดมาตลอดว่ากราฟิกประจำสำนักพิมพ์จะทำแต่หนังสือ วันๆ ก็ใช้ InDesign จัดหน้ากระดาษกันไปยาวๆ หรือมากสุดก็ออกแบบปก แต่พอได้เข้ามาฝึกจริงๆ แล้วก็พบว่างานของกราฟิกสำนักพิมพ์นี่สารพัดสารเพเหมือนกันนะ ต้องทำภาพประกอบสำหรับลงสื่อออนไลน์ ทำเลย์เอาต์ลิสต์หนังสือเพื่อโปรโมตเอย ถ่ายรูปหนังสือเอย และอีกหลายสิ่งอย่างลากยาวไปจนถึงเป็นคนขายหนังสือในงาน a book fair 

การที่ได้มาเป็น a book junior ของเรานั้น เราแฮปปี้มากๆ ที่ได้มีส่วนร่วมกับงานทุกงาน แถมออฟฟิศยังอบอุ่นประหนึ่งบ้านก็ไม่ปาน ถึงแม้แอร์จะหนาวเหมือนอยู่ในตู้เย็นก็ตามที โต๊ะกลางมีขนมวางอยู่แทบทุกวัน (ชอบสุดก็ตรงนี้) มั่นใจได้เลยว่าฝึกกับ a book ไม่มีทางหิวแน่ๆ สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณพี่ๆ และเพื่อนๆ ที่ทำให้การฝึกงานของเราตลอดช่วงสามเดือนมานี้มีแต่เรื่องสนุกๆเราโตขึ้นกว่าเดิมจริงๆ นะ อย่างน้อยๆ ก็พุงเรานี่ละ

ไม่คิดว่าจะต้องมาสัมภาษณ์คน

ซัลมา ฝึกงานตำแหน่งกองบรรณาธิการ

เราเข้าใจดีว่าการฝึกงานตำแหน่งกองบรรณาธิการกับ a book คือการร้อยเรียงข้อมูลที่น่าสนใจของหนังสือให้คนรู้จักจนอยากหามาอ่านเอง ไม่ว่าจะเป็นการเขียนรีวิวโดยอ้างอิงบทความจากเว็บไซต์ต่างประเทศ การอ่านทั้งเล่มให้จบอย่างรวดเร็ว หรือการแลกเปลี่ยนความเห็นกันก่อนลงมือเขียนบทความ แต่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าการสัมภาษณ์จะรวมอยู่ในนั้นด้วย

ปกติเราสนุกกับการพูดคุยเสมอ แต่ไม่คิดว่าการพูดคุยเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่เราต้องการมันยากเอาเรื่องพี่ๆ บอกกับเราว่าไม่ต้องกังวลเวลาสัมภาษณ์ บทสนทนาจะพาไปเอง แต่เมื่อกดเครื่องบันทึกเสียง เราก็สูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไปทันที ไม่ว่าจะปล่อยให้ตัวเองเสียงสั่น หรือถามคำถามไร้สาระ แล้วก็หัวเราะพร่ำเพรื่อ เมื่อจบบทสัมภาษณ์ลงด้วยความโล่งอก ก็มาถึงช่วงเวลาแห่งการถอดเทปที่ยาวนาน เราต้องเรียนรู้ที่จะเก็บตัวตนของผู้ที่เราไปสัมภาษณ์ไว้ให้ได้มากที่สุด ต้องจับประเด็นของเนื้อหาที่กระจัดกระจาย และอยู่กับความรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ถามคำถามที่เพิ่งนึกขึ้นมาได้ทีหลัง

สุดท้าย เราคิดว่าอะไรที่เราพลาดในวันนี้ มันจะกลายเป็นเรื่องตลกในวันหน้า ขอบคุณพี่แป้งและพี่มีน ที่ยอมให้เราทำตัวพลาดๆ และคอยขัดเกลาความพลาดของเราอย่างตั้งใจ หากเป็นเรื่องที่ต้องพยายาม เราจะจดจำได้ดีและมันจะทำให้เราเติบโต (ขาเราโตขึ้นมากเพราะเดินเข้าออฟฟิศทุกวัน)

ป.ล. 1 ไม่แน่ใจว่าคุณป๋วยรู้หรือเปล่า แต่อยากบอกคุณป๋วยว่า เราอายุมากกว่าเธอแหละ คิกคัก

ป.ล. 2 ขอบคุณทุกคนในออฟฟิศนะคะที่ทุกคนอบอุ่น เป็นคนตลก (ไม่ใช่ตัวตลก) แต่สามารถจริงจังได้ โดยเฉพาะกับเรื่องงานและการกิน

ป.ล. 3 a book fair ในส่วนของ Lucky bag นั้น สะใจมาก

หนังสือทุกเล่มมีข้อผิดพลาดคุณไม่รู้หรอก!

นัท ฝึกงานตำแหน่งกราฟิกดีไซน์เนอร์

หลังจากได้เข้ามาฝึกงานที่ a book ก็ทำให้ค้นพบว่าหนังสือทุกเล่มของสำนักพิมพ์มีข้อผิดพลาด แต่เชื่อเถอะ คุณไม่มีทางรู้ เพราะก่อนที่จะไปถึงมือของนักอ่าน เราได้แก้ไขมันก่อนเรียบร้อยแล้ว

การมาฝึกงานครั้งนี้ได้เปิดประสบการณ์มากกว่าแค่ออกแบบหนังสือ แต่ยังได้ออกแบบวิธีการบอกเล่าเรื่องราวดีๆ ให้ผู้อื่นผ่านหนังสือ มันจึงไม่ใช่แค่การออกแบบเลย์เอาต์หรือการจัดวาง แต่เป็นการออกแบบที่พิถีพิถันไปจนถึงการเลือกกระดาษ การเย็บเล่ม รูปแบบภาพ และเทคนิคการพิมพ์ เมื่อได้มาเป็นส่วนหนึ่ง เราจึงมีโอกาสได้มาเห็นขั้นตอนของความใส่ใจทั้งหมดนี้ สำนักพิมพ์จะตรวจสอบในทุกขั้นตอนการผลิตเพื่อความสมบูรณ์ นัทมั่นใจว่าเมื่อคุณหยิบหนังสือของ a book คุณจะไม่มีทางผิดหวัง

ในฐานะ a book junior ขอเผยเคล็ดลับความสำเร็จอีกอย่างคือกองทัพต้องเดินด้วยท้อง

อย่าเพิ่งตกใจ เราไม่ได้เห็นแก่กิน แต่เราเห็นว่าการกินเป็นเหมือนการผ่อนคลาย โดยเฉพาะโต๊ะขนมกลางออฟฟิศนี้ที่เหมือนโต๊ะอาหารกลางบ้าน เป็นพื้นที่ที่ทำให้เราทุกคนใน a book ได้มาร่วมแลกเปลี่ยนพูดคุยกัน บรรยากาศที่นี่จึงอบอุ่นมากเหมือนอยู่บ้านเลย…แต่นอนไม่ได้ และถึงจะมีใครแอบนอนเราก็ไม่บอกคุณหรอก (หัวเราะ) รู้สึกโชคดีมากและขอบคุณมากค่ะที่ได้ฝึกงานกับ a book

คิดว่าแค่หนังสือดีก็พอเดี๋ยวมันก็จะขายตัวเองได้

นพ ฝึกงานตำแหน่งครีเอทีฟมาร์เก็ตติ้ง

เคยมีความเชื่อว่าหนังสือที่ดีสามารถขายตัวมันเองได้โดยไม่ต้องทำอะไรมากนัก อาจจะจริงกับบางเล่ม แต่ก็ต้องยอมรับว่าการตลาดที่ดีและสร้างสรรค์ จะช่วยผลักหนังสือให้ถึงกลุ่มผู้อ่านได้กว้างขึ้น แถมบางทียังช่วยให้หนังสือน่าสนใจขึ้นไปอีก การฝึกงานในตำแหน่งครีเอทีฟ มาร์เก็ตติ้งครั้งนี้พัฒนาเราทั้งด้านทักษะการสื่อสารและวิธีคิดหลายๆ อย่าง เช่น เรื่องการใช้คำ ก่อนหน้านี้เราเป็นคนที่เขียนอะไรค่อนข้างยืดยาว ใช้คำซ้ำเยอะโดยไม่รู้ตัว พอได้มาฝึกผ่านการทำงานจริง เราก็ได้เรียนรู้จากพี่ๆ ว่าวิธีการสื่อสารที่ได้ประสิทธิภาพและเข้าถึงคนได้ดีคือ การเลือกใช้คำที่สั้น กระชับ และเข้าใจง่าย ไม่ควรซับซ้อนเกินไป โดยเฉพาะคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียที่คนจะถูกดึงความสนใจไปได้ง่าย กลายเป็นว่าเดี๋ยวนี้จะเขียนอะไรก็จะนึกอยู่ในใจเลยว่าเยิ่นเย้อไปไหม ตัดคำไหนได้หรือเปล่า (หัวเราะ)

ขอบคุณพี่ๆ ทุกคน สำหรับโอกาสและคำแนะนำต่างๆ ไปจนถึงขนมนมเนยที่ซื้อมาให้กินเป็นประจำครับ สิ่งที่ชอบที่สุดในออฟฟิศนี้คือบรรยากาศภายในที่เป็นกันเองนี่แหละ สนุกสนานเฮฮากันดีครับ

พิสูจน์อักษรไม่ได้พิสูจน์แค่อักษร

เบนซ์ ฝึกงานตำแหน่งพิสูจน์อักษร

ก่อนจะมาฝึกงานที่ a book เราเข้าใจว่าหน้าที่ของพิสูจน์อักษรคือต้องอ่านเช็กทุกตัวอักษร เมื่อได้มาทำงานจริงก็พบว่าเราเข้าใจไม่ผิดหรอก แต่เรายังเข้าใจไม่หมด เพราะตรงที่ไม่มีตัวอักษรเราก็ยังต้องดู หน้าที่ของเราคือต้องตรวจสอบความเรียบร้อยทุกอย่างก่อนที่หนังสือจะตีพิมพ์ ทั้งการสะกดคำ ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ดูการจัดหน้า การเคาะบรรทัด การเว้นวรรค และอีกมากมายเกินจะอธิบาย

เราคิดว่าอาชีพพิสูจน์อักษรเป็นอาชีพล่องหน เราไม่มีผลงานอะไรออกมาเป็นรูปธรรมนักหรอก เมื่อผู้อ่านอ่านหนังสือสักเล่มและได้ลื่นไหลไปกับตัวอักษรที่ร้อยเรียงมาอย่างสวยงาม ความประทับใจต่อหนังสือเล่มนั้นคงไปกองอยู่ที่นักเขียนหรือบรรณาธิการ จะมองเห็นพิสูจน์อักษรก็ต่อเมื่อมองเห็นคำผิด เพราะเป็นเช่นนี้ เราจึงเต็มใจที่จะล่องหนซ่อนตัวอยู่ใต้แผ่นกระดาษและหมึกพิมพ์ต่อไป

นอกจากตัวงานแล้ว เรายังประทับใจบรรยากาศการทำงานของที่นี่มาก วันแรกที่มาถึง เราแปลกใจเล็กน้อยว่าออฟฟิศ a book มีคนเท่านี้เองเหรอ ห้องเล็กเท่านี้เองเหรอ หนังสือที่เราอ่าน ที่เราประทับใจ สร้างขึ้นจากคนกลุ่มเล็กๆ เท่านี้เองเหรอ แต่เมื่อทำงานไปเรื่อยๆ เราก็พบว่าคนกลุ่มนี้มีพลังและมีความรักในหนังสือเต็มปรี่ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพวกเขาจึงสร้างผลงานที่มีคุณภาพออกมาได้ขนาดนี้

a book junior  moment!!

a book junior โคตรเนิร์ด

นัท : เราไม่ได้เนิร์ดนะ เรานั่งหลับ!!

เบนซ์ : ทำหน้าเหมือนตั้งใจฟัง แต่จริงๆ ไม่รู้เรื่องเลย

นพ : จริงๆ คือนั่งหลังแล้วมองไม่ชัด

ซัลมา :ที่นั่งหน้าเวลาฟังทอล์กเพราะที่มันว่างอะ

ศศิ : พี่ชอบบอกว่ามีคนชม a book junior ว่าเป็นเด็กดี จริงๆ พี่ๆ แค่ให้กำลังใจเรารึเปล่า

6 โมงวาร์ป

นัท : แต่ไม่เคยได้วาร์ป เพราะฝนตกทุกทีเลย

เบนซ์ : ขอให้วันนี้มีแท็กซี่ผ่านหน้าตึก

นพ : แต่จะโบกแท็กซี่ได้ไหมนั้นคืออีกเรื่อง

ซัลมา : พี่กระซิบว่าให้รีบกลับเพราะฝนจะตก

ศศิ : *ไลน์กลุ่ม* 18.00 น. กลับยัง?

ตกบ่ายพี่หิว

นัท : อะไรก็ได้ ที่มีส่วนลด

เบนซ์ : มีใครอยากกินชาไข่มุกบ้าง

นพ : ถ้าชานมไข่มุกเอาด้วยครับ

ซัลมา : จะเดินไปเซเว่น เอาอะไรมั้ยคะ

ศศิ : อยากกินไรบอกพี่ฝ้าย พี่มีโค้ดลด Grabfood

คุยกับ พีรพัฒน์ ตัณฑวณิช “ยุโรปมืด” แล้วเอเชียสว่างไหม

หลังจากเจ็ดปีในต่างแดน โดยเรียนปริญญาโทที่ญี่ปุ่นสองปี และต่อปริญญาเอกที่แคนาดาอีกห้าปี ตั๊บ-พีรพัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์และนักเขียนเจ้าของผลงาน “ยุโรปมืด” กลับมาเมืองไทยพร้อมปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์การพัฒนา และปัจจุบันทำงานให้กับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หลังจากเราตีพิมพ์ต้นฉบับของเขาจนเป็น Best Seller มานาน วันนี้อะบุ๊กเพิ่งได้พบหน้าค่าตากัน เราจึงชวนเขามาคุยกันสารพัดเรื่อง ทั้งการเมือง เศรษฐศาสตร์ และสงครามโลก ที่หลายคนอยากรู้ว่าจะเกิดขึ้นอีกไหมในชั่วชีวิตนี้ (แทบ) ทุกราชวงศ์เป็นลูกหนี้ชาวยิว ในหนังสือผมพูดถึงชาวยิวซึ่งเป็นชนชาติที่ถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองไปมากมาย และในขณะเดียวกัน รู้ไหมครับว่าตระกูลที่มั่งคั่งที่สุดก็ยังคงเป็น House of Rothschild ซึ่งคือยิวเหมือนกัน รวยมานาน และยังคงรวยอยู่ เป็นเจ้าของสถาบันการเงิน มีอิทธิพลทางการเงินสูงมากต่อโลก ราชวงศ์ไหนเปิดสงครามก่อน เขาก็จะไฟแนนซ์อีกฝั่งหนึ่ง พูดง่ายๆ คือทุกราชวงศ์เนี่ยเป็นลูกหนี้เขาหมดเลย ไม่ทำสงครามเพราะกลัวจน หลายคนเชื่อว่าที่เราไม่รบกันเพราะทุกประเทศคำนึงถึงเศรษฐกิจ ผลประโยชน์อาจเป็นแรงผลักดันที่ดีที่ทำให้เราเลี่ยงสงคราม อย่างอะลีบาบาก็ไม่อยากให้อเมริกาเกิดสงคราม เพราะอะลีบาบาก็เทรดอยู่ในตลาดนิวยอร์ก จริงอยู่ เมื่อก่อนนายทุนค้าอาวุธย่อมสนับสนุนให้เกิดสงคราม แต่ตอนนี้ถ้าเป็นสงครามสเกลใหญ่ ผมไม่มั่นใจว่ามันจะดีกับเขาหรือเปล่านะ เขาอาจจะอยากให้มีสเกลเล็กแล้วทุ่มไปกับรีเสิร์ช เพราะทุกวันนี้ เวลารบกันมันไม่ใช่ทหารราบรบกันแล้วครับ มันเป็นการรบด้วยรีเสิร์ชเสียเยอะ จริงๆ ผมไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้นะครับ แต่ความเชื่อส่วนตัว ผมคิดว่าชั่วชีวิตผมไม่น่าจะได้เห็นสงครามสเกลใหญ่ขนาดนั้นอีกแล้ว แต่สงครามเล็ก ๆ น้อย […]

view more

โลกควรมีฮีโร่ที่มีพลังพิเศษเกี่ยวกับ ‘บัวลอย’ เสียที

คุยกับเต้ย-ภาณุมาศ ทองธนากุล หรือนามปากกา ใบพัด เจ้าของผลงาน ‘นี่คือสิ่งสำคัญ’

view more

เรียบ เข้ม และอบอุ่น เมื่อบุคลิกของนักเขียนถ่ายทอดสู่ปกหนังสือ ‘ให้กาลเวลาเล่าเรื่องที่ดี’

โดย KANITP. “การออกแบบปกนี้ เราเลือกใช้ภาพถ่ายจากฝีมือนักเขียน (ฌอห์น จินดาโชติ) เป็นหลัก ซึ่งเป็นภาพที่ทรงพลัง แฝงด้วยความอบอุ่น ถึงแม้ว่าเราจะไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าบุคคลในภาพเป็นใคร ส่วนตัวเราตีความว่ามันคือภาพของเด็กและผู้ใหญ่จูงมือเดินไปสู่อนาคต สู่สถานที่อื่น ในกาลเวลาอื่น ซึ่งคุณฌอห์ณก็เขียนไว้ในคำนำว่าอยากให้หนังสือเล่มนี้เป็นสะพานเชื่อมระหว่างคุณปู่และหลานๆของเขา ซึ่งเป็นโลกสองใบที่แตกต่าง แต่ก็ดำเนินไปคู่ขนานกัน  “ถึงแม้ภาพจะเป็นสีขาว-ดำ แต่มู้ดโทนและแสงที่เจืออยู่ในภาพทำให้เรารู้สึกได้ถึงแสงอุ่นยามบ่ายคล้อย  ที่งดงามเข้ากันกับชื่อเรื่อง ‘ให้กาลเวลา เล่าเรื่องที่ดี’ “พอเลือกภาพที่แฝงพลังและชวนให้คิดตีความต่อได้แล้ว ก็ช่วยให้การออกแบบง่ายขึ้นทันที เพราะเราไม่ต้องประดิษฐ์ประดอยอะไรให้มันหวือหวามากขึ้นอีกต่อไป เราจึงออกแบบฟอนต์ชื่อเรื่องขึ้นมาใหม่ โดยใช้เส้นโค้งมนกับเส้นตรงประกอบกันให้ดูสบายตา หลีกเลี่ยงเหลี่ยมมุม ซึ่งจะทำให้ดูซีเรียสเกินไป และขณะเดียวกันสไตล์ฟอนต์โดยรวมก็ต้องเรียบ เพื่อไม่แข่งกันกับรูปถ่ายมากเกินไป  “โทนสีที่ใช้กับภาพนี้ เดิมเราทำไว้เป็นสีสดค่ะ เพราะเห็นว่าภาพเป็นขาวดำแล้ว อยากให้มันสดใสขึ้น เลือกโทนสีอุ่นๆ แต่คุณฌอห์ณเสนอว่าน่าจะลองสีเข้ม เขาชอบสีดำ เพราะบุคลิกเขาขรึมๆ แบบนั้น เราก็ลองสีดำกัน แต่พอดำสนิทแล้วมันดูขรึมและแก่เกินตัวเขา เราก็เลยเสนอเป็นสีน้ำเงินเข้มกรมท่า (NAVY) ลองทำให้เขาเลือกดู เราว่าสีนี้ให้ความรู้สึกสุภาพนุ่มลึก เข้ากับบุคลิกของนักเขียนเหมือนกัน คุณฌอห์ณดูแล้วก็โอเคค่ะ “กระดาษเนื้อในเราเลือกกระดาษเนื้อด้าน (Matt) ซึ่งปกติอะบุ๊กใช้เนื้อด้านเป็นหลักอยู่แล้ว เพราะกระดาษเนื้อมันให้ความรู้สึกเป็นแฟชั่น กระดาษด้านมีความ Timeless กว่า แต่ด้านก็มีหลายประเภท […]

view more