Home / article / เล่มนี้ที่รัก: เปิดใจ 4 Super abooker แฟนตัวจริงของอะบุ๊ก กับหนังสือที่ยกให้เป็นที่สุดในดวงใจ

เล่มนี้ที่รัก: เปิดใจ 4 Super abooker แฟนตัวจริงของอะบุ๊ก กับหนังสือที่ยกให้เป็นที่สุดในดวงใจ

a book Publishing

Jul 29, 2019

เขียน: ซัลมา อินทรประชา และ วีรนาถ โชติพันธุ์
ภาพ: นพดล เลิศเอกสิริ

เกือบ 20 ปีที่ผ่านมา อะบุ๊กตีพิมพ์หนังสือมาแล้วกว่า 500 ปก ด้วยความเชื่อว่าหนังสือที่เรารักจะส่งต่อแรงบันดาลใจ ความสนุก ความรู้ ให้ผู้อ่านได้ อะบุ๊กผลิตหนังสือมาแล้วเกือบทุกแบบ เพราะเรามั่นใจว่าคงไม่มีใครไม่รักการอ่าน หากเขาได้เจอหนังสือสักเล่มที่สื่อสารกับใจเขาได้จริง

ในงาน a book fair งานหนังสือประจำปีของอะบุ๊กครั้งล่าสุดนี้ เราได้คิดค้นเกมขึ้นมาเพื่อค้นหาสุดยอดแฟนหนังสือของเรา ชื่อว่าเกม Super abooker เป็นเกมที่ให้นักอ่านค้นหา 20 ชิ้นส่วนจากปกหนังสืออะบุ๊กในยุคต่างๆ เกมนี้ทีมอะบุ๊กเองยังยอมรับว่าไม่ง่ายเลย แต่ไม่น่าเชื่อว่าในงานครั้งนั้นจะมีแฟนอะบุ๊กตัวจริงที่บางคนถึงขั้นได้คะแนนเต็มแบบรับเกียรตินิยมเหรียญทองไปเลย และนี่คือ 4 ผู้ชนะซูเปอร์อะบุ๊กเกอร์ที่ได้คะแนนสูงสุดของแต่ละวัน เราชวนเขามาคุยถึงหนังสืออะบุ๊กในดวงใจ และต่อไปนี้คือหนังสือ 4 เล่มนั้น กับเหตุผลที่มันได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในดวงใจ

แทน – ปองณัฐ เครือศรี

บัณฑิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

เล่มที่เลือก: Rocktopia
ผู้เขียน: วิรัตน์ โตอารีย์มิตร

“เล่มนี้ทำให้เราโตขึ้น ทำให้ปล่อยวางในสิ่งที่ควรปล่อย
และไม่รีรอที่จะทำในสิ่งที่ควรทำ”

หนังสือเล่มนี้เล่าว่าโลกหลังความตายไม่มีสวรรค์หรือนรก และเหล่าศิลปินร็อกที่เสียชีวิตไปแล้วทั้งหลายต่างไปรวมตัวกันอยู่ที่ Rocktopia ไม่ว่าจะเป็น เอลวิส เพรสลี่ย์ จอห์น เลนนอน คาเรน คาร์เพนเตอร์ เคิร์ท โคเบน หรือนักแสดงอย่างเจมส์ ดีน  เนื้อหาในเล่มนอกจากพูดถึงเรื่องเพลงแต่เอกลักษณ์ของศิลปินร็อคตอนเขายังมีชีวิตบนโลกออกมาเล่าเป็นเรื่องราว

ด้วยความเป็นคนที่ชอบเล่นดนตรีและฟังเพลงเก่าอยู่แล้ว พออ่าน Rocktopia เลยทำให้อินมาก เป็นเหมือนหนังสือที่เปิดโลกที่สนใจอยู่ให้กว้างขึ้นกว่าเดิม จากที่เคยอ่านหนังสือเพื่อความสนุกเฉยๆ แต่ Rocktopia มันตอบโจทย์ที่มันอ่านแล้วสนุกด้วยและตรงกับความสนใจส่วนตัวของเราด้วย เล่มนี้ทำให้ได้รู้จักศิลปินระดับตำนานรวมถึงเพลงของพวกเขามากขึ้น ได้ลองฟังเพลงอื่นๆ ที่อาจจะไม่ได้ถูกพูดถึงมากนักแต่มีเรื่องราวในตัวของมัน ได้เรียนรู้และพบวิธีคิดใหม่ๆ ที่นำมาใช้กับชีวิตตัวเองได้ด้วย และเรารู้สึกว่าการอ่านหนังสือเล่มนี้ทำให้เราโตขึ้น ทำให้ปล่อยวางในสิ่งที่ควรปล่อย และไม่รีรอที่จะทำในสิ่งที่ควรทำ เพราะบทสรุปหนึ่งที่เราได้จากหนังสือเล่มนี้คือ ‘ทุกอย่างไม่ได้ยั่งยืน’

ปอฝ้าย – สิรภัทร กิติกุล

นักเรียนชั้นมัธยมปีที่ 5 โรงเรียนสตรีวิทยา

เล่มที่เลือก: เด็กชายเลขที่ 34
ผู้เขียน:  ENZO
ผู้แปล:  อนุรักษ์ กิจไพบูลทวี

“หนังสือเล่มนี้ทำให้หนูต้องตั้งคำถามต่อว่า เมื่อเราอดทน เติบโตพอ จนเป็นที่น่าไว้ใจแล้ว เราจะยังย้อนกลับไปหาวัยเด็กที่เคยละทิ้งได้หรือเปล่า”

ตอนแรกหนูหยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่านเพราะเป็นนิยายภาพที่น่าจะอ่านง่าย ที่สำคัญคือคาดหวังความเบาๆ เพราะน่าจะเป็นเรื่องที่ทำอบอุ่นหัวใจ แต่พออ่านจริงๆ กลับร้องไห้เพราะรู้สึกเหมือนเห็นชีวิตตัวเองผ่านการดำเนินเรื่องและการเติบโตของตัวละครหลักเด็กชายเลขที่ 34 ที่รายล้อมไปด้วยผู้ใหญ่ที่มีความตั้งใจจะมอบความหวังดีต่ออนาคตของเด็กชาย แต่ความหวังดีนั้นก็เหมือนกับเป็นการบังคับกดดันให้เด็กชายละทิ้งความเป็นเด็กในตัวเองไป รู้สึกว่าเด็กหลายๆ คนก็น่าจะเจอกับสิ่งนั้นเหมือนกัน หนูเองก็รู้สึกอึดอัดจากการที่ต้องเก็บสิ่งที่ฝันไว้ในใจ ซึ่งอาจจะเป็นคนละอย่างกับสิ่งที่เราทำได้ดีและผู้ใหญ่ต้องการให้เราทำ และในที่สุดเราอาจต้องแลกตัวตนที่แท้จริงของเรา ความเป็นเด็ก ความเชื่อ ความฝัน ให้กับตัวตนใหม่ที่ใครๆ อยากให้เป็น หนังสือยังทำให้หนูต้องตั้งคำถามต่อว่า เมื่อเราอดทน เติบโตพอ จนเป็นที่น่าไว้ใจแล้ว เราจะยังย้อนกลับไปหาวัยเด็กที่เคยละทิ้งได้หรือเปล่า

คิตตี้ – ภักติ จตุพร

นิสิตชั้นปีที่ 1 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เล่มที่เลือก: Genderism
ผู้เขียน: โตมร ศุขปรีชา

“เล่มนี้เสนอให้เห็นว่าความเชื่อบางอย่างที่เราเชื่อตามกันมาโดยไม่เคยตั้งคำถาม เราถูกทำให้เชื่อเพราะคนบางกลุ่มได้ประโยชน์หรือเปล่า”

เมื่อก่อนเราสนใจข่าวที่พูดถึงเรื่องทางเพศเยอะเหมือนกัน อย่างข่าวที่ออกมาบอกว่าห้ามผู้หญิงใส่เสื้อแขนกุดเล่นน้ำสงกรานต์ เราก็อยากรู้ที่มาและก็ตั้งข้อสงสัยกับมัน แต่ยุคนั้นยังไม่ค่อยเจอบทความแนววิเคราะห์ที่พูดถึงเรื่องนี้มากเท่าสมัยนี้  จนมาเจอ Genderism ที่วิเคราะห์เรื่องที่เราไม่เคยคิดว่ามันเกี่ยวพันกัน อย่างเรื่องเพศกับการเมือง บางเรื่องเป็นเรื่องในอดีตที่เกิดขึ้นที่เราไม่เคยรู้ จนเราอึ้งว่ามันเคยมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นจริงๆ เหรอ จนต้องกลับไปค้นข่าวเก่าๆ อย่างเรื่องห้ามผู้หญิงขึ้นพระธาตุ เราอยากรู้ว่าความเชื่อแบบนี้มีมานานหรือยัง กฎข้อห้ามจริงๆ คืออะไร เพราะอะไร

เล่มนี้เสนอให้เห็นว่าความเชื่อบางอย่างที่เราเชื่อตามกันมาโดยไม่เคยตั้งคำถาม เราถูกทำให้เชื่อเพราะคนบางกลุ่มได้ประโยชน์หรือเปล่า เป็นเล่มที่กล้าพูดเรื่องเพศออกมาแบบตรงๆ มีวิธีคิดที่ทันสมัยมากเมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่เขียน พอได้อ่านมันเปิดมุมมองเรื่องเพศไปอีกเยอะมาก อย่างถ้าเราเป็นเกย์ ทำไมเราต้องเป็นเกย์ที่เก่งเพื่อให้คนยอมรับ เราก็แค่เป็นเกย์ไง และทำไมคนเราต้องถูกจัดกลุ่มว่าเราเป็นอะไร เป็นตุ๊ด เป็นดี้ เราว่าสังคมไทยเหมือนจะเปิดกับเรื่องนี้แต่จริงๆ เราเห็นได้ว่าคนบางส่วนก็ยังมองว่าคนรักเพศเดียวกันเป็นตัวตลก หรือมีกรอบว่าคนเป็นเกย์ต้องเป็นแบบนี้เท่านั้น หรือแม้แต่ผู้หญิงก็มีกรอบว่าต้องมีนิสัยแบบนี้ ผู้ชายต้องเป็นแบบนั้น แต่เราอยากเห็นสังคมที่เห็นเรื่องเพศเท่ากันจริงๆ คิดว่ามันต้องแก้ไขตั้งแต่เรื่องการปลูกฝังตั้งแต่เด็กๆ เลย ทั้งในแบบเรียนหรือระบบการสอน

เฟิร์น – ธันยพร บูรณตรีเวทย์

นิสิตชั้นปีที่ 1 คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เล่มที่เลือก: Big Diff เหมือนจะเหมือน
ผู้เขียน: ภูมิชาย บุญสินสุข


“เขาทำให้เราเห็นถึงจุดที่ไม่คาดคิดในการใช้คำต่างๆ
รู้สึกว่าเลยว่าเรายังต้องพัฒนาตัวเองอีกเยอะ”

เจอเล่มนี้ในงานหนังสือฯ รู้สึกดึงดูดเพราะเป็นเล่มที่ดูเก่าสุดในหมู่หนังสือกองนั้น และหน้าปกก็เป็นภาพวาดแบบที่ชอบ พอเปิดๆ เนื้อหาดูก็น่าสนใจมาก ตอนนั้นถามคนที่ขายว่ามีเล่มเดียวเหรอ พอรู้ว่าเหลือเล่มเดียวก็เลยรู้สึกว่าต้องซื้อ (หัวเราะ) เล่มนี้เป็นหนังสือสอนภาษาอังกฤษอีกเล่มของพี่บิ๊ก เรารู้สึกว่าพี่เขาเล่าเก่ง อธิบายความแตกต่างของคำศัพท์แบบเข้าใจง่าย ส่วนตัวชอบบท ‘เรื่องขี้ๆ’  ที่พูดถึงคำว่า crap กับ shit ด้วยความที่เราเป็นคนอ่านการ์ตูนเยอะก็จะเจอสองคำนี้บ่อย พระเอกที่ปากเสียจะ อะไรก็ shit อะไรก็ crap แต่เราไม่เคยรู้ว่าต่างกันอย่างไร แต่เล่มนี้เขาอธิบายจนเราเข้าใจได้ทันที และเวลาสรุปจบบทก็สั้นๆ แบบจำเอาไปใช้ได้เลย

อ่านเล่มนี้จบแล้วรู้สึกว่าต่อไปเราต้องระวังการเลือกใช้คำมากขึ้น บางคำความหมายเหมือนกันแต่ความสุภาพไม่เท่ากัน ทั้งๆ ที่คำศัพท์เหล่านี้เป็นคำที่เราคุ้นเคยอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน แต่บางทีเราไม่รู้เลยว่ามันต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญนะ จนเราอยากไปค้นต่อว่ามีคำที่มีความหมายคล้ายกันอีกไหม น่าเอาไว้ใช้ประโยชน์ได้ ทำให้เราเห็นถึงจุดที่ไม่คาดคิดในการใช้คำต่างๆ เยอะมาก รู้สึกว่าเลยว่าเรายังต้องพัฒนาตัวเองอีกเยอะ

Postcards from London และการเติบโตของฟาน.ปีติ ผ่านสายตาของโอ๊ต-มณเฑียร

สัมภาษณ์และภาพ: นพดล เลิศเอกสิริ ลองนึกย้อนกลับไปในวันที่โลกของเรายังไม่มีเทคโนโลยี 4G 5G การจะส่งความคิดถึงหาใครสักคน หรือบ่นระบายอะไรสักอย่าง เราต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก ไม่มีรูปโปรไฟล์ให้เห็น ไม่มีไลน์ให้ส่ง ต้องนึกหน้าใครคนนั้นในใจ แล้วเขียนโปสต์การ์ด หรือจดหมายไปหา ข้อความเหล่านั้นใช้เวลาเดินทางไปถึงผู้รับเนิ่นนานกว่าสมัยนี้มาก แต่น่าแปลกที่ความรู้สึกบนแผ่นกระดาษกลับยังคงเด่นชัด ผ่านไปกว่าร้อยปี เทคโนโลยีเข้ามาแทนที่การเขียนจดหมาย แต่กระนั้นการส่งโปสต์การ์ดก็ยังไม่สูญหายไปจากสังคม กลายเป็นของมีค่าน่าสะสมด้วยซ้ำ คล้ายว่าคุณค่าบางอย่างไม่เคยเลือนหาย เช่นเดียวกับพี่น้องคนสนิทคู่นี้ เมื่อรู้ว่าศิษย์น้องอย่าง ฟาน-ปีติชา จะไปเรียนต่อปริญญาโทที่อังกฤษ โอ๊ต-มณเฑียร ศิษย์พี่ผู้เคยโลดแล่นอยู่ในลอนดอนกว่าหกปี จึงทิ้งโจทย์ไว้ว่า เธอต้องส่งโปสต์การ์ดกลับมาให้เดือนละใบ เป็นสัญญาใจของพวกเขาสองคน ก่อนใบที่หนึ่ง การพบกันครั้งแรก  ฟาน: ตอนนั้นฟานเห็นพี่ก้อง-ทรงกลด กำลังอ่านต้นฉบับ London Scene ของพี่โอ๊ตอยู่ ก็เลยบอกแกไปว่า เฮ้ย คนนี้น่าสัมภาษณ์มาลงคอลัมน์นะคะพี่ พี่ก้องก็สนับสนุน ซึ่งจริงๆ ฟานแอบมี Hidden Agenda ว่า ตอนไปสัมภาษณ์พี่โอ๊ต จะขอปรึกษาเรื่องการเรียนต่ออังกฤษ (ยิ้ม) โอ๊ต: แวบแรกที่เจอฟานคือคิดถึงตัวเองสมัยก่อน เรามองเห็นทั้งความเป็นนักวาดภาพประกอบ แล้วก็นักเขียน ที่ต้องทำการบ้าน […]

view more

ทอม แฮงก์ส กับบทบาทของนักเขียน ผู้มองเห็นความพิเศษในความเรียบง่าย

เขียน: ซัลมา อินทรประชาพิสูจน์อักษร: เบญจพร หรูวรวิจิตรภาพ: REUTERS/Lucas Jackson, REUTERS/Carlo Allegri “ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องลงมือเขียน ยกเว้นแต่ว่าความรู้สึกคันยุบยิบมันจะรบกวนเราไม่เลิก” ตุลาคม ปี 2018 ทอม แฮงก์ส พูดถึงเหตุผลที่ ต้องเป็นนักเขียนในวัย 62 ปี ท่ามกลางผู้ฟัง 1,400 คน ในงาน Marcus Jewish Community Center of Atlanta (MJCCA) ความรู้สึกข้างต้นอาจหมายถึงอาการคันไม้คันมือจากสิ่งค้างคาที่จะคอยรบกวนจิตใจ หากยังไม่ได้ลงมือทำ ขณะที่แฮงก์สอยู่ในระหว่างการพักร้อน เขาอ่านเรื่องสั้นจาก The New Yorker และพบว่ามันน่าหลงใหลถึงขั้นสร้างแรงบันดาลใจให้เขาอยากเขียนเรื่องสั้นออกมา นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องสั้นเรื่องแรกในชีวิตเขา อลัน บีน บวกสี่ (Alan Bean Plus Four) อลัน บีน บวกสี่ (Alan Bean Plus Four) เล่าเรื่องราวกลุ่มเพื่อนที่อุกอาจสร้างยานมุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์ […]

view more

ชวนน้ำใส ศุภวงศ์ ถอดรหัสดีไซน์ปก UNCOMMON TYPE พิมพ์ (ไม่) นิยม

ปกที่ดูเรียบง่ายนั้นไม่ได้ได้มาง่ายๆ ภาพที่มีรูปเงาหน้าทอม แฮงก์ส บนเครื่องพิมพ์ดีด มาจากการทำงานหนักของ น้ำใส ศุภวงศ์ เจ้าของผลงานปกเล่มนี้ ที่เจ้าตัวเองไม่เคยสัมผัสเครื่องพิมพ์ดีดมาเลยในชีวิต เราจึงชวนนักออกแบบไฟแรงคนนี้มาเล่าให้ฟังแบบจัดเต็มว่า กว่าจะออกมาเป็นปกหนังสือ ‘พิมพ์ (ไม่) นิยม’ ของทอม แฮงก์ส ที่ส่งไปให้ผู้เขียนพิจารณาครั้งเดียวผ่านปกนี้ ผ่านกระบวนการอะไรมาบ้าง ไอเดียเริ่มต้นของการออกแบบปกเล่มนี้คืออะไร ด้วยชื่อหนังสือกับเนื้อเรื่องที่มีเครื่องพิมพ์ดีดเป็นเหมือนตัวละครประกอบทุกบท บวกกับที่ทอม แฮงก์ส ก็เป็นคนคลั่งไคล้เครื่องพิมพ์ดีดมาก เลยคิดว่ายังไงภาพปกก็ต้องเกี่ยวข้องกับเครื่องพิมพ์ดีด เคยใช้เครื่องพิมพ์ดีดมาบ้างไหม ไม่เคยเลย ก็เลยไปเสิร์ชรูปเครื่องหลายๆ แบบ ไปดูรูปที่แยกชิ้นส่วนออกมา และยูทูบที่คนสอนใช้เครื่องพิมพ์ดีด ซึ่งมีคลิปหนึ่งของทอม แฮงก์ส ที่เขาสาธิตวิธีเปลี่ยนผ้าหมึกเครื่องพิมพ์ดีดด้วย แต่สุดท้ายพอเอามาใช้จริงก็ยังรู้สึกว่ายากอยู่ดี เพราะเราไม่มีเครื่องอยู่ที่บ้าน คนรอบตัวเราก็ไม่มีใครมี และรูปร่างหน้าตาเครื่องก็เยอะมาก เราจึงเลือกที่จะทำภาพให้เรียบง่ายที่สุด ไม่อยากให้คนมาจับผิดว่าคนนี้ไม่รู้จริงนี่นา (หัวเราะ) ก็เลยตัดทอนเยอะ แค่ดึงเอกลักษณ์ของเครื่องพิมพ์ดีดออกมา ก็เลยกลายมาเป็นรูปหน้าทอม แฮงก์ส บนเครื่องพิมพ์ดีด ความท้าทายผสมหนักใจคือเราอยากออกแบบเครื่องพิมพ์ดีดให้ออกมาแตกต่าง ถ้าจะออกแบบมาให้เป็นเครื่องพิมพ์ดีดอย่างเดียว มันแทบไม่มีอะไรให้เล่นแล้ว เราจึงคิดว่าจะใส่หน้าคน แล้วค่อยคิดว่าจะนำมาใช้ส่วนไหนให้ดูไม่ยัดเยียด พยายามทำให้เครื่องพิมพ์ดีดนี้มีจุดจดจำว่าออกแบบมาพิเศษสำหรับเรื่องนี้โดยเฉพาะ แต่ความคิดแรกยังไม่ได้คิดว่าเป็นหน้าทอม แฮงก์ส เพราะจากที่ได้อ่านเรารู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้มันคือการเล่าชีวิตคนหลายคน แต่จุดเชื่อมอย่างหนึ่งของทุกบทคือมีเครื่องพิมพ์ดีดอยู่ร่วมด้วย เราจึงอยากให้มีซิลลูเอตหน้าคนอยู่กับเครื่องพิมพ์ดีด […]

view more