Home / article / เรียนรู้ Visual Thinking ฉบับ Wrongdesign

เรียนรู้ Visual Thinking ฉบับ Wrongdesign

a book Publishing

Jul 2, 2019

เขียน: ซัลมา อินทรประชา
ภาพกราฟิก: กมลวัลท์ มงคลปัญญา
พิสูจน์อักษร: เบญจพร หรูวรวิจิตร

กรมัยพล สิริมงคลรุจิกุล หรือที่ในวงการกราฟิกดีไซน์รู้จักกันดีในชื่อของ พี่เบิ้ม – Wrongdesign อยู่เบื้องหลังการออกแบบปกหนังสือหลากหลายแนวตั้งแต่นิยายไทย วรรณกรรมแปล ไปจนถึงสารคดีประวัติศาสตร์ มาเป็นเวลากว่า 15 ปีแล้ว

กรมัยพล สิริมงคลรุจิกุล

พี่เบิ้มไม่ได้จบด้านการออกแบบโดยตรง แต่เมื่อเรียนจบแล้วต้องการให้พอร์ตโฟลิโอตัวเองแตกต่างจากที่เห็นได้ทั่วไป จึงไปลงคอร์สเรียนคอมพิวเตอร์ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวเข้าสู่เส้นทางนักออกแบบมืออาชีพ ซึ่งได้มาจากการเพียรเรียนรู้ด้วยตัวเองและประสบการณ์ที่ได้ทำงานร่วมกับคนมามากมาย

คลาส Visual Thinking

วันนี้พี่เบิ้มได้ส่งต่อวิชาให้กับเราโดยย่อยกระบวนการการออกแบบภาพจำให้กับตัวอักษรออกมาเป็นหัวข้อต่างๆ ดังนี้

ความรู้มาก่อน ความสวยงามมาทีหลัง

 “ปัญหาของคนทำงานออกแบบ เมื่อมาถึงส่วนที่ต้องจบงานร่วมกันกับคนหลายๆ คน มักจะหาข้อสรุปในชิ้นงานไม่ได้ เพราะใช้ความรู้สึกในการตัดสิน”

เป็นเพราะความชอบของแต่ละคนเกิดจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ไม่มีถูกหรือผิด จึงไม่แปลกที่แต่ละคนจะเห็นสิ่งต่างๆ สวยงามไม่เท่ากัน ดังนั้นทางออกของปัญหาที่ว่า คือการใช้ความรู้เฉพาะทางในวิชาชีพมาเป็นตัวช่วยในการตัดสิน ในฐานะคนออกแบบหน้าปกหนังสือ พี่เบิ้มจึงให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ในด้านเทคนิคและความเข้าใจในวิธีการพิมพ์งานเพื่อให้ได้ชิ้นงานที่ใกล้เคียงมากที่สุดกับภาพต้นฉบับซึ่งเกิดขึ้นในคอมพิวเตอร์

ความแตกต่างระหว่างสี RGB และ CMYK

อย่างเช่นสีของภาพที่เห็นในจอคอมพิวเตอร์กับสีที่พิมพ์งานออกมามักจะแตกต่างกันเสมอ นั่นเป็นเพราะระบบสีที่ใช้ในคอมพิวเตอร์คือ RGB และระบบสีที่ใช้ในการพิมพ์คือ CMYK

ภาพจาก: https://plumgroveinc.com/how-to-print-rich-black-color/

หรือแม้แต่สีดำเองก็มีความแตกต่างเช่นกัน ขึ้นอยู่กับเม็ดสีในการสั่งพิมพ์ และคนที่เข้าใจระบบการพิมพ์งานจริงๆ ถึงจะรู้ว่าควรสั่งพิมพ์ออกมาอย่างไรให้ใกล้เคียงกับสีดำที่ต้องการมากที่สุด หากความรู้ในเทคนิคและวิชาชีพเปิดกว้างมากเท่าไหร่ ก็จะลดข้อจำกัดในการสร้างสรรค์ได้มากเท่านั้น

เข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำ 

“ยิ่งคุณทำงานเกี่ยวกับภาพมากเท่าไหร่ คุณต้องย้อนกลับไปที่ตัวคำมากเท่านั้น”

คำและภาษาจะช่วยจัดระบบความคิดในสมองแล้วค่อยเปลี่ยนเป็นภาพ พี่เบิ้มยกตัวอย่างรูปขึ้นมาสองรูป แม้จะเป็นภาพวาดทั้งคู่ แต่เห็นแล้วเข้าใจทันทีว่ารูปหนึ่งสื่อถึงอารมณ์ความรู้สึก ส่วนอีกรูปสื่อถึงเลือดเนื้อในร่างกาย ทั้งที่ภาพทั้งสองนี้ใช้คำคำเดียวกัน คือ ‘หัวใจ (Heart)’

หลังจากนั้น เมื่อนำคำว่าหัวใจไปคู่กับคำอื่นๆ ก็จะเกิดเป็นภาพใหม่ เช่น หัวใจกับการตกหลุมรัก หัวใจกับความศรัทธา หรือหัวใจกับความผิดหวัง

คำตั้งต้นคำเดียวกัน แต่เมื่อเพิ่มบริบทที่แตกต่างกันให้กับคำตั้งต้นแล้ว ภาพที่ออกมาก็จะแตกต่างกัน แม้ว่าทั้งสามภาพนี้จะมีวิธีแสดงภาพออกมาคล้ายกัน คือ ภาพหัวใจที่เกิดบาดแผล แต่เรารู้ความหมายของภาพทันทีว่าในแต่ละภาพแตกต่างกัน นั่นเป็นเพราะคำที่มาเสริมคำว่า ‘หัวใจ’ ของแต่ละภาพไม่เหมือนกัน

แบบร่างยิ่งเยอะยิ่งเห็นความเป็นไปได้

การออกแบบหน้าปกหนังสือเป็นอีกขั้นของความท้าทาย เพราะมันคือการเปลี่ยนหนังสือทั้งเล่มที่มีเป็นหมื่นๆ คำให้กลายเป็นภาพภาพเดียว พี่เบิ้มเปิดตัวอย่างงานหน้าปกหนังสือเล่มหนึ่งให้พวกเราดู สำหรับหน้าปกหนังสือเพียงหนึ่งเล่ม ชิ้นงานร่างที่ถูกไล่ผ่านจอไปเรื่อยๆ นั้นมีไม่ต่ำกว่า 15 แบบ

“หลังจากได้รับโจทย์มา เราจะกลับมาทำชิ้นงานร่าง (Draft design) เพื่อที่จะเอามาคุยกับผู้ที่ทำงานร่วมกัน ในที่นี้คือบรรณาธิการ ยิ่งทำเยอะก็ยิ่งเป็นการสำรวจความเป็นไปได้ในงานออกแบบ”

การสื่อสารด้วยภาพไม่มีผลลัพธ์ว่าอะไรดีที่สุดหรือถูกต้องที่สุด ในตอนท้าย ภาพที่ถูกเลือกไปใช้คือภาพที่สื่อสารกับบริบทนั้นได้ดีที่สุด แต่ในทางกลับกัน เมื่อเปลี่ยนไปอยู่ในบริบทอื่นอาจใช้ภาพเดียวกันนี้ไม่ได้

จึงไม่แปลกที่ภาพหน้าปกของหนังสือเรื่องเดียวกันที่พิมพ์ในประเทศไทยกับประเทศอื่นถึงมีหน้าปกคนละแบบกัน เพราะคนออกแบบควรเลือกภาพที่สังคมนั้นๆ ตอบรับ

หนังสือเรื่อง Sum: Forty Tales from the Afterlives ของเดวิด อีเกิลแมน จากประเทศไทย ออกแบบหน้าปกโดยมานิตา ส่งเสริม (ภาพซ้าย) และประเทศสหรัฐอเมริกา (ภาพขวา)

คิดให้ไกลและให้แตกต่าง 

ปกหนังสือ ชายเฒ่ากลางทะเลลึก (The Old Man and The Sea)

แทนที่จะทำหน้าปกหนังสือชายเฒ่ากลางทะเลลึก (The Old Man and The Sea) ในรูปแบบที่คุ้นเคยกันดีอย่างภาพชายชราผู้กำลังออกทะเล พี่เบิ้มเลือกที่จะเล่าให้เห็นความเวิ้งว้างกว้างใหญ่ของทะเลเทียบกับเรือลำจิ๋ว แถมกิมมิกเล็กน้อยที่ซ่อนไว้กับวิธีการพับหน้าปกด้วย เพื่อที่จะให้หนังสือมีวิธีสื่อสารกับคนอ่านเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ดิจิทัลเข้ามาแย่งความสนใจผู้คนไปจากการอ่านหนังสือ

รู้จักคนอ่าน 

หนังสือธรรมะชุดหนึ่งที่พี่เบิ้มเคยออกแบบ โจทย์คือให้แตกต่างจากหนังสือธรรมะเดิมๆ งานนั้นเป็นงานที่พี่เบิ้มสนุกและสุดกับการออกแบบมาก หลังจากหนังสือถูกตีพิมพ์ออกไปต้องยอมรับว่าเป็นงานที่ประสบความสำเร็จด้านวิชาชีพ ได้รับคำชื่นชมมากมาย แต่ภายหลังกลับพบว่าหน้าปกไม่สามารถสื่อสารกับกลุ่มผู้อ่านได้ คนที่ชอบหน้าปกไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายที่อ่านหนังสือธรรมะ และกลุ่มเป้าหมายที่อ่านหนังสือธรรมะกลับมองแล้วไม่รู้ว่าเป็นหนังสือธรรมะ ครั้งนั้นทำให้พี่เบิ้มได้กลับมาคิดว่าการออกแบบหน้าปกมีผลต่อคนซื้อ และมันคือผลกระทบที่นักออกแบบปกมีผลต่อหนังสือ

หนังสือธรรมะที่ออกแบบให้หน้าปกแตกต่างจากหนังสือธรรมะเดิมๆ

หลังจากวันนั้นพี่เบิ้มเลยกลับมาตั้งต้นในการทำงานใหม่ กลับมามองว่าผู้เขียนคือใคร ผู้อ่านคือใคร และงานออกแบบปกสามารถสร้างจุดเชื่อมระหว่างสารที่หนังสือต้องการสื่อถึงผู้อ่านได้อย่างไร เมื่อต้องทำหนังสือเพื่อตอบสนองกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนักอ่านผู้หญิง หนังสือที่มีหน้าปกสีหวานละมุนเหล่านี้จึงกำเนิดขึ้น และผลลัพธ์ที่ตามมาก็ถือว่ามาถูกทาง

หน้าปกที่ออกแบบมาเพื่อกลุ่มผู้อ่านที่เป็นผู้หญิง

อย่าเพิ่งเชื่อ ให้ตั้งคำถาม 

การออกแบบหนังสือชีวประวัติบุคคลสำคัญมักจะใช้ภาพที่ดูสุขุมของบุคคลนั้น และไม่กล้าใส่ลูกเล่นมากมายซ้อนทับภาพ ด้วยกลัวว่าจะหมดความน่าเชื่อถือ มุมมองที่มีต่อบุคคลสำคัญเหล่านี้ถูกตีด้วยกรอบเดิมๆ มาตลอด พี่เบิ้มจึงลองคิดในมุมกลับทั้งหมดดู พวกเขาเหล่านี้มีมุมเดียวเท่านั้นจริงหรือ หากเล่าถึงบุคคลเหล่านี้ในมุมเดิมๆ กลุ่มผู้อ่านรุ่นใหม่จะสนใจหรือไม่ แล้วพี่เบิ้มจึงตัดสินใจออกแบบปกหนังสือชีวประวัติที่ฉีกกฎเดิมทิ้งทั้งหมด เพื่อแสดงถึงความเป็นมนุษย์ที่เข้าถึงง่ายมากขึ้นโดยเริ่มจากการศึกษาชีวประวัติของบุคคลนั้นๆ แล้วนำมุมที่น่าสนใจออกมาใช้ 

ไม่ว่าจะเป็นการใช้ภาพของเฮมิงเวย์ที่ดูง่ายๆ สบายๆ ทับด้วยอักษรลายมือเขียนที่ให้ความรู้สึกว่าอยู่นอกกรอบ หรือความกล้าที่จะใช้วิธีการฉีกกระดาษพาดผ่านใบหน้าเหมา เจ๋อตุง การฉีกกระดาษออกนั้นหมายถึงการเปิดเผยเรื่องราวเบื้องหลัง แล้วใช้ลักษณะการฉีกที่พาดผ่านกลางหน้า สื่อถึงเนื้อหาภายในหนังสือ อย่างเล่มสีแดงที่รอยฉีกเบี้ยวเล่าถึงประธานเหมาในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ ขณะที่เล่มสีเขียวที่รอยฉีกกระดาษเป็นเส้นตรงมีระเบียบก็เล่าเรื่องราวของประธานเหมาในเชิงสนับสนุนเทิดทูน

 ความเรียบง่าย เป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุด

โดยเฉพาะกับหนังสือในหมวดการศึกษา ประวัติศาสตร์ หรือสารคดี ต้องมองเห็นครั้งแรกแล้วเข้าใจทันที โดยการเลือกหยิบเอาองค์ประกอบพื้นฐานง่ายๆ ออกมาใช้ ในทางกลับกันก็ลับในส่วนของวิธีคิดให้คมเข้าไว้

ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ภาพจริงโดดเด่นด้วยการใช้พื้นหลังวงกลมสามสี แทนพี่น้องสามคนตามชื่อหนังสือ สามมุกงามสกุลซ่ง หรือ หนังสือเรื่อง เรื่องเล่าของสาวรับใช้ The Handmaid’s Tale ที่ใช้เพียงรูปทรงของสามเหลี่ยม เส้นโค้ง กลายเป็นใบหน้าด้านข้างของผู้หญิง และทิ้งภาพในส่วนของเนกาทีฟสเปซที่เป็นภาพของใบหน้าผู้ชายด้านข้างให้ดูเป็นการคุกคาม ในขณะที่ปกหลังแทนที่จะเป็นคำโปรยเนื้อหาหนังสือ แต่กลับมีเพียงคำว่า of_____ เป็นการสื่อถึงตัวละครนั้นที่สูญสิ้นอิสรภาพ ถูกใครเป็นเจ้าของก็ได้ 

นักออกแบบมักหยิบเอาสิ่งที่คนอื่นๆ อาจจะเห็นจนชินแต่อาจไม่เคยสังเกตมาใช้ ซึ่งสิ่งเหล่านั้นสามารถสื่อสารกับคนได้เข้าใจตรงกันในทันที

อย่างเล่ม คมปัญญาจักรพรรดิเฉียนหลง และ วาทะจักรพรรดิคังซี ใช้องค์ประกอบของภาพท้องพระโรงในราชวงศ์จีนที่เห็นกันในภาพยนตร์บ่อยๆ มาตัดทอน 

แล้วสร้างจุดนำสายตาด้วยพื้นลายโมเดิร์นที่เรียบง่าย กลายเป็นความน่าสนใจด้วยองค์ประกอบคลาสสิกกับกราฟิกสมัยใหม่

นักออกแบบมักจะมีปัญหากับการนำตัวอักษรไทยมาใช้งานให้สวยงาม เป็นเพราะวรรณยุกต์และสระที่รบกวนสายตา ทำให้งานออกมาดูไม่เป็นระเบียบ แต่ข้อรบกวนใจข้างต้นกลับเข้ากันได้ดีกับตำราโบราณ สำหรับงานออกแบบหน้าปกหนังสือชุดของหลวงวิจิตรวาทการ ซึ่งเป็นหนังสือที่ถูกพิมพ์ซ้ำหลายครั้ง พี่เบิ้มลองคิดใหม่  รื้อกรอบเดิมๆ ทิ้ง ลองใช้ฟ้อนต์ไทยเยอะๆ แทน

“ถึงองค์ประกอบในการออกแบบของเราจะเยอะแค่ไหน แต่ให้นึกถึงสัดส่วนที่เหมาะสมของการจัดวางภาพ ตัวอักษร และที่ว่างด้วย”

งานหลายชิ้นที่พี่เบิ้มยกตัวอย่างให้ดู นอกจากหน้าปกจะโดดเด่น ดึงดูดสายตา เพราะการวางองค์ประกอบและสีสันที่ลงตัวแล้ว ลูกเล่นของการออกแบบปกก็มีหลากหลายเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นหนังสือชุดสามเล่มที่เมื่อเอามาเรียงต่อกันแล้วกลายเป็นภาพดาบเล่มยาวเต็มๆ หรือหนังสือ Bangkok: Handmade Transit – กรุงเทพฯ: ขนส่งทำมือ ที่เนื้อหาพูดถึงการเชื่อมต่อระหว่างขนส่งสาธารณะในกรุงเทพฯ ก็ออกแบบให้สามารถเอาหน้าปกมาวางเชื่อมต่อกันได้ไม่มีที่สิ้นสุด รวมถึงหนังสือ จากจักรพรรดิสู่สามัญชน ที่หน้าปกออกแบบโดยใช้ภาพของผู่อี๋สองภาพให้สามารถพับลงมาเทียบกันได้ ภาพหนึ่งคือภาพครั้งยังเป็นจักรพรรดิ และอีกภาพคือตอนที่เป็นสามัญชน การทำงานตลอด 15 ปีของพี่เบิ้มแสดงให้เราเห็นแล้วว่าไอเดียนั้นต่อยอดไปเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด

บางไอเดียอาจเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ถูกมองข้าม เช่น การนำเลย์เอาต์ของหน้าหนังสือพิมพ์มาใช้เป็นปกหนังสือ ปฏิวัติ 2475 เพราะในยุคนั้นเรารับรู้เหตุการณ์ทางการเมืองผ่านทางหนังสือพิมพ์ ซึ่งพอนำมาเป็นไอเดียตั้งต้น ก็ทำให้หนังสือเล่มนี้น่าสนใจและสื่อเนื้อหาได้ดี 

แต่กว่างานออกแบบของเราจะออกไปสู่สังคมภายนอก เราต้องเจอข้อจำกัดต่างๆ ระหว่างทางเสมอ สิ่งที่เราควรทำคืออย่าให้ข้อจำกัดนั้นมาจำกัดความคิดสร้างสรรค์ของเรา เช่นหนังสือเล่มนี้ที่ตอนแรกพี่เบิ้มตั้งใจจะใช้คำแถลงของคณะปฏิวัติมาโปรยปก ซึ่งทางบ.ก.กลับมองว่าเป็นเรื่องเซนซิทีฟเกินไป จึงเปลี่ยนมาใช้เนื้อหาในเล่มแทน แต่อย่างน้อยในฐานะนักออกแบบ พี่เบิ้มสอนว่าเวลาเราคิด เราต้องคิดให้สุดไว้ก่อน 

พี่เบิ้มทิ้งท้ายว่าจงมองหาความเป็นไปได้สูงสุดของการออกแบบ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดของคนทำงานออกแบบคือ ‘เสรีภาพในความคิด’ นั่นเอง

ภาพอื่นๆ : https://rock-cafe.info
https://stampmore.com
https://www.pinclipart.com
https://plumgroveinc.com
http://clipart-library.com
https://thenounproject.com
http://mostsacredheart.com/pictures/
Sangdao Book
Openworlds
a day magazine
https://www.facebook.com/wrongdesignpage/
https://www.pinterest.com/wrongdesign/

“เถื่อน100” ต้องหรู และต้องดูเถื่อน! โจทย์ท้าทายนักออกแบบปก

เพราะสเป็คหนังสือ “เถื่อน100” มีความพรีเมี่ยม ภาพสี่สีทั้งเล่ม ปกแข็ง และสองภาษา ทำให้ต้นทุนการผลิตต่อเล่มสูง ราคาขายจึงสูงกว่าเล่มอื่น นำมาซึ่งโจทย์ในการทำงานอันค่อนข้างย้อนแย้งของนักออกแบบปก พูดง่ายๆ คือต้องดูหรู แต่ก็ยังต้องดูเถื่อน ให้สมกับชื่อของมัน เราจึงชวนคุยกับ 29th Winter ผู้รับหน้าที่ออกแบบปกให้หนังสือของวรรณสิงห์มาสองเล่มแล้ว ตั้งแต่เถื่อนแปด จนถึงเถื่อน100 เล่มนี้ “กว่าจะได้ดราฟต์นี้ เราลองกันมาค่อนข้างเยอะค่ะ มีทั้งใช้รูปเดี่ยวๆ ใช้สี่รูปจากทั้งสี่บท วางหลายแบบมากจนมาลงตัวที่ไดเรกชั่นเดิม คือเป็นภาพคอลลาจ นำองค์ประกอบเล็กบ้างใหญ่บ้างของภาพในเล่มมาผสมกัน เรื่องราวในเถื่อนมันเยอะ เรารู้สึกว่าใช้รูปเดียวสื่อไม่ได้ แต่เล่มนี้ไม่เหมือนเล่มเถื่อนอื่นๆ ตรงที่แบ็กกราวดน์ไม่ได้เป็นสีสดปูเต็ม แต่แบ็กกราวดน์เป็นรูปภูเขา เราชอบรูปทรงของภูเขา รู้สึกว่ามันสื่อถึงการผจญภัยดี พอเรามาปรับให้เป็นโทนสีดำ ก็ทำให้ดูเถื่อนขึ้น “แต่เนื่องจากเล่มนี้ราคาสูง ในฐานะนักออกแบบเราก็ต้องทำให้มันดูแพง ดูน่าเก็บสะสม ตอนแรกเลยตั้งใจให้ตรงชื่อ “เถื่อน100” เป็นตัวปั๊มทอง แต่พอมาคุยกันอีกที สีทองมันไม่เถื่อน ก็เลยเปลี่ยนเป็นสีอื่นแทน โดยเลี่ยงสีเก่าๆ ที่เคยใช้ ก็เลยกลายมาเป็นสีแดงนี้  ตัวอักษรของคำว่า “เถื่อน” ถ้าสังเกตก็จะเห็นว่าเราปรับใหม่ ไม่เหมือนจากเล่มก่อนๆ ด้วย เราพยายามให้มันมีเอกลักษณ์บางอย่างของตัวเอง ขณะเดียวกันก็ไม่ละทิ้งประวัติศาสตร์ที่เคยทำมา […]

view more

Postcards from London และการเติบโตของฟาน.ปีติ ผ่านสายตาของโอ๊ต-มณเฑียร

สัมภาษณ์และภาพ: นพดล เลิศเอกสิริ ลองนึกย้อนกลับไปในวันที่โลกของเรายังไม่มีเทคโนโลยี 4G 5G การจะส่งความคิดถึงหาใครสักคน หรือบ่นระบายอะไรสักอย่าง เราต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก ไม่มีรูปโปรไฟล์ให้เห็น ไม่มีไลน์ให้ส่ง ต้องนึกหน้าใครคนนั้นในใจ แล้วเขียนโปสต์การ์ด หรือจดหมายไปหา ข้อความเหล่านั้นใช้เวลาเดินทางไปถึงผู้รับเนิ่นนานกว่าสมัยนี้มาก แต่น่าแปลกที่ความรู้สึกบนแผ่นกระดาษกลับยังคงเด่นชัด ผ่านไปกว่าร้อยปี เทคโนโลยีเข้ามาแทนที่การเขียนจดหมาย แต่กระนั้นการส่งโปสต์การ์ดก็ยังไม่สูญหายไปจากสังคม กลายเป็นของมีค่าน่าสะสมด้วยซ้ำ คล้ายว่าคุณค่าบางอย่างไม่เคยเลือนหาย เช่นเดียวกับพี่น้องคนสนิทคู่นี้ เมื่อรู้ว่าศิษย์น้องอย่าง ฟาน-ปีติชา จะไปเรียนต่อปริญญาโทที่อังกฤษ โอ๊ต-มณเฑียร ศิษย์พี่ผู้เคยโลดแล่นอยู่ในลอนดอนกว่าหกปี จึงทิ้งโจทย์ไว้ว่า เธอต้องส่งโปสต์การ์ดกลับมาให้เดือนละใบ เป็นสัญญาใจของพวกเขาสองคน ก่อนใบที่หนึ่ง การพบกันครั้งแรก  ฟาน: ตอนนั้นฟานเห็นพี่ก้อง-ทรงกลด กำลังอ่านต้นฉบับ London Scene ของพี่โอ๊ตอยู่ ก็เลยบอกแกไปว่า เฮ้ย คนนี้น่าสัมภาษณ์มาลงคอลัมน์นะคะพี่ พี่ก้องก็สนับสนุน ซึ่งจริงๆ ฟานแอบมี Hidden Agenda ว่า ตอนไปสัมภาษณ์พี่โอ๊ต จะขอปรึกษาเรื่องการเรียนต่ออังกฤษ (ยิ้ม) โอ๊ต: แวบแรกที่เจอฟานคือคิดถึงตัวเองสมัยก่อน เรามองเห็นทั้งความเป็นนักวาดภาพประกอบ แล้วก็นักเขียน ที่ต้องทำการบ้าน […]

view more

เรียบ เข้ม และอบอุ่น เมื่อบุคลิกของนักเขียนถ่ายทอดสู่ปกหนังสือ ‘ให้กาลเวลาเล่าเรื่องที่ดี’

โดย KANITP. “การออกแบบปกนี้ เราเลือกใช้ภาพถ่ายจากฝีมือนักเขียน (ฌอห์น จินดาโชติ) เป็นหลัก ซึ่งเป็นภาพที่ทรงพลัง แฝงด้วยความอบอุ่น ถึงแม้ว่าเราจะไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าบุคคลในภาพเป็นใคร ส่วนตัวเราตีความว่ามันคือภาพของเด็กและผู้ใหญ่จูงมือเดินไปสู่อนาคต สู่สถานที่อื่น ในกาลเวลาอื่น ซึ่งคุณฌอห์ณก็เขียนไว้ในคำนำว่าอยากให้หนังสือเล่มนี้เป็นสะพานเชื่อมระหว่างคุณปู่และหลานๆของเขา ซึ่งเป็นโลกสองใบที่แตกต่าง แต่ก็ดำเนินไปคู่ขนานกัน  “ถึงแม้ภาพจะเป็นสีขาว-ดำ แต่มู้ดโทนและแสงที่เจืออยู่ในภาพทำให้เรารู้สึกได้ถึงแสงอุ่นยามบ่ายคล้อย  ที่งดงามเข้ากันกับชื่อเรื่อง ‘ให้กาลเวลา เล่าเรื่องที่ดี’ “พอเลือกภาพที่แฝงพลังและชวนให้คิดตีความต่อได้แล้ว ก็ช่วยให้การออกแบบง่ายขึ้นทันที เพราะเราไม่ต้องประดิษฐ์ประดอยอะไรให้มันหวือหวามากขึ้นอีกต่อไป เราจึงออกแบบฟอนต์ชื่อเรื่องขึ้นมาใหม่ โดยใช้เส้นโค้งมนกับเส้นตรงประกอบกันให้ดูสบายตา หลีกเลี่ยงเหลี่ยมมุม ซึ่งจะทำให้ดูซีเรียสเกินไป และขณะเดียวกันสไตล์ฟอนต์โดยรวมก็ต้องเรียบ เพื่อไม่แข่งกันกับรูปถ่ายมากเกินไป  “โทนสีที่ใช้กับภาพนี้ เดิมเราทำไว้เป็นสีสดค่ะ เพราะเห็นว่าภาพเป็นขาวดำแล้ว อยากให้มันสดใสขึ้น เลือกโทนสีอุ่นๆ แต่คุณฌอห์ณเสนอว่าน่าจะลองสีเข้ม เขาชอบสีดำ เพราะบุคลิกเขาขรึมๆ แบบนั้น เราก็ลองสีดำกัน แต่พอดำสนิทแล้วมันดูขรึมและแก่เกินตัวเขา เราก็เลยเสนอเป็นสีน้ำเงินเข้มกรมท่า (NAVY) ลองทำให้เขาเลือกดู เราว่าสีนี้ให้ความรู้สึกสุภาพนุ่มลึก เข้ากับบุคลิกของนักเขียนเหมือนกัน คุณฌอห์ณดูแล้วก็โอเคค่ะ “กระดาษเนื้อในเราเลือกกระดาษเนื้อด้าน (Matt) ซึ่งปกติอะบุ๊กใช้เนื้อด้านเป็นหลักอยู่แล้ว เพราะกระดาษเนื้อมันให้ความรู้สึกเป็นแฟชั่น กระดาษด้านมีความ Timeless กว่า แต่ด้านก็มีหลายประเภท […]

view more