Home / article / หนุ่ม-โตมร ศุขปรีชา กับคลาสเรียนที่เปลี่ยนนักอยากเขียนให้เป็นนักเขียน

หนุ่ม-โตมร ศุขปรีชา กับคลาสเรียนที่เปลี่ยนนักอยากเขียนให้เป็นนักเขียน

a book Publishing

Jun 20, 2019

เขียน: ซัลมา อินทรประชา
ภาพ: กมลวัลท์ มงคลปัญญา
พิสูจน์อักษร: เบญจพร หรูวรวิจิตร

เหล่าวัยรุ่นต่างใช้ความฝันเป็นแสงส่องหาเส้นทางและตัวตนในชีวิตของตัวเอง และจะเป็นเช่นนั้นเพียงช่วงหนึ่งสั้นๆ ก่อนความจริงจะเปลี่ยนแปลงให้พวกเขาก้าวสู่การเติบโตและมองโลกสดใสน้อยลง 

เช้าวันจันทร์ที่ฟ้าเปียกฝน พวกเราชาวจูเนียร์หลายสิบชีวิต รวมตัวกันในห้องบรรยายที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิทยากรที่เรารอคอยก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มขรึมๆ ตอนสิบโมงตรงตามเวลานัด อดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้ที่เห็นพี่หนุ่ม-โตมร ศุขปรีชา ตัวเป็นๆ ผู้ผ่านมาทั้งงานเขียนบทความ หนังสือฟิกชั่น นอนฟิกชั่น งานแปล รวมถึงเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ ยืนเตรียมอุปกรณ์อยู่ตรงหน้าเรา ว่าแต่…เขาจะดุไหมนะ

พี่หนุ่มเปิดบทสนทนาด้วยความจริงในโลกของผู้ใหญ่ที่เราฟังแล้วหัวร้อน

“รู้ไหมอาชีพนักเขียน สรรพากรถือว่าเป็นอาชีพที่ไม่มีต้นทุน” เราทุกคนงง “เวลานักเขียนเขียนงานออกมา หากไม่ได้เป็นคนจัดพิมพ์งานเอง สามารถยื่นขอลดหย่อนภาษีได้น้อยมาก หากเทียบกับอาชีพนักแสดง”

แม้น้ำเสียงพี่หนุ่มจะนุ่มนวลและใช้ถ้อยคำติดตลก แต่เนื้อหานั้นฟังแล้วหดหู่ ผลงานที่ใช้ทั้งระยะเวลาในการสั่งสมข้อมูล กับประสบการณ์ของนักเขียน กลับไม่ถูกให้ค่า เพราะสังคมไทยนิยมเสพเรื่องราวที่ถ่ายทอดด้วยปาก มากกว่าจะอ่านจากงานเขียน และยังชอบเสพอารมณ์ความรู้สึก มากกว่าตรรกะและเหตุผล จึงไม่แปลกที่ประเทศนี้ นักแสดงหรือนักร้องจะรวยกว่านักเขียน 

จากเรื่องเล่าข้างต้น พี่หนุ่มจบด้วยประโยคที่มืออาชีพมักใช้ถามเด็กหน้าใหม่ที่มีแต่ใจกับไฟฝันว่า

“ฟังแล้วยังอยากเป็นนักเขียนอยู่มั้ย”

ไม่ว่าการเป็นนักร้องนักแสดงจะรวยแค่ไหน แต่ตอนนี้นักเขียนมืออาชีพกำลังยืนอยู่ตรงหน้าเรา ถึงพี่หนุ่มจะออกปากว่านักเขียนรวยสู้นักแสดงไม่ได้ แต่จากผลงานมากมายก็ทำให้เรามั่นใจว่ามีบางอย่างที่ทำให้พี่หนุ่มยังรักในการเขียนอยู่

“การเขียนเป็นการตัดต่อความทรงจำ” พี่หนุ่มเปิดประเด็น ก่อนพาพวกเราไปสู่ทักษะแรกของการเป็นนักเขียนที่ดี

โห…ขนลุก

What is your pain points?

พี่หนุ่มเล่าถึง วิเวียน เวสต์วูด ผู้มีพื้นเพมาจากชนชั้นแรงงาน อุทิศชีวิตให้วงการแฟชั่นด้วยความคิดที่จะทำให้เสื้อผ้าจากชนชั้นล่างกลายเป็นแฟชั่นของชนชั้นสูง การออกแบบของเธอจึงมีเรื่องราวและมีเอกลักษณ์ของตัวเอง ใช่แล้ว งานของเธอ ‘เล่าเรื่อง’ ได้

การเขียนที่ดีควรเริ่มด้วยความรู้สึกอัดอั้นที่อยากระบาย ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเรื่องเศร้า เจ็บปวด หรือน่าโมโห แต่รวมถึงความรู้สึกสุขล้น หรือซาบซึ้งใจด้วย พี่หนุ่มบอกว่ามันคือคำว่า pain points เป็นแพสชั่นที่คั่งอยู่ภายใน เกิดเป็นเรื่องราวที่อยากจะบอกต่อ มันคือตัวตนที่ต้องการให้ผู้คนรับรู้หรือมองเห็น และจะชัดเจนตอนที่มันขัดแย้งกับกรอบของสังคม 

pain points ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องของตัวเองก็ได้ แต่การมีความรู้สึกร่วมกับ pain points ของผู้อื่นก็สามารถนำมาเป็นขุมพลังในการเขียนได้เช่นกัน พี่หนุ่มใช้คำว่า mirror neurons ซึ่งคือเซลล์สมองที่ทำให้เราเข้าถึงภาวะจิตใจของผู้อื่นได้ แม้เรื่องนั้นจะไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวเราเองเลยก็ตาม ซึ่งการจะค้นพบ pain points ของผู้อื่นได้นั้น จำเป็นต้องฝึกให้ตัวเองเป็นคนละเอียดในการสังเกตความรู้สึกของผู้อื่น  

Practice conceptualization

หากใช้อารมณ์ความรู้สึกนำทางอย่างเดียว งานเขียนจะดูเลื่อนลอยจนขาดความน่าเชื่อถือ พี่หนุ่มปลดล็อกทักษะต่อมาให้รู้จัก เรียกว่า conceptualization คือการมองโครงสร้างใหญ่ของเรื่องทั้งหมด เป็นทักษะสำคัญที่ทำให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องราวได้อย่างง่ายดาย เป็นขั้นเป็นตอน และสามารถติดตามงานเขียนอย่างลื่นไหลได้ตั้งแต่ต้นจนจบ

“ถ้าเอา conceptualization มารวมกับ pain points ในข้อแรก จะกลายเป็นการจุดระเบิดที่มีอานุภาพ”

ในขณะที่ pain points เหมือนดอกไม้หนึ่งดอก conceptualization เปรียบเหมือนภาพรวมของทั้งป่า กระบวนการ conceptualization ก็เหมือนการใช้โดรนเพื่อมองเห็นทั้งป่า เมื่อเรามองภาพรวม มองเห็นโครงสร้างที่แท้จริง เราจะรู้ว่าดอกไม้ของเรามาอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร เหมาะสมกับพื้นที่ไหม หรือแม้กระทั่งมันเป็นดอกไม้จริงหรือเปล่า แปลว่าเมื่อเรามองเห็นโครงสร้างของเรื่องราวทั้งหมด เราก็จะได้รู้ทันทีว่า pain points ของเราสมเหตุสมผลหรือไม่ มีคนมากน้อยแค่ไหนที่รู้สึกร่วมไปกับความรู้สึกนี้ และเราจะใช้ความรู้สึกนี้บอกเล่าอย่างคมคายให้จับใจคนได้อย่างไร

พวกเราคนหนึ่งยกมือขึ้นถาม

“จะเขียนงานให้น่าติดตามได้อย่างไร”

พี่หนุ่มตอบว่า ให้กำหนดจุดเริ่มต้นและจุดจบไว้เป็นขอบเขตของเรื่องราว เหมือนวงเล็บเปิดกับวงเล็บปิด แล้วระหว่างช่องว่างของวงเล็บ ก็ใช้อารมณ์ความรู้สึกเขียนให้เรื่องราวไหลไปเอง การทำแบบนี้จะทำให้เราหาทางกลับเข้ามาอยู่ในวงเล็บปิดได้โดยไม่หลงทาง และเป็นวิธีที่ทำให้คนติดตามเรื่องราวจนได้คำตอบในตอนสุดท้ายด้วยเช่นกัน 

“หรืออาจจะใช้วิธีหมั่นทิ้งปมให้น่าติดตามจากย่อหน้าที่หนึ่ง ไปหาคำตอบในย่อหน้าที่สอง นักเขียนบางคนคิดแม้แต่การจัดวางตำแหน่งของเนื้อหาว่าควรหยุดพักการดำเนินเรื่องตรงไหน เพื่อทำให้คนอ่านรู้สึกอยากรู้ อยากอ่านหน้าถัดไป วิธีนี้ใช้ได้ไม่ว่ากับการเขียนแบบฟิกชั่นหรือนอนฟิกชั่นนะครับ”

Qualified by stories crossing 

สไลด์ต่อมาพี่หนุ่มเตือนก่อนเลยว่า “อันนี้ก็ยาก” 

เพื่อทำให้กลายเป็นงานเขียนที่มีคุณภาพยิ่งขึ้น  เราต้องรู้จักวิธี stories crossing ซึ่งทำให้เรื่องของเราไม่เหมือนเรื่องของคนอื่น สำหรับการเขียน การหาข้อมูลที่หลากหลายเป็นสิ่งที่สำคัญ

“การเขียนเรื่องหนึ่ง ให้ใช้มุมมองที่แตกต่างกันมาผสมผสานจนเกิดเป็นมุมมองของเรา มันจะเป็นมากกว่าเรื่องเล่าธรรมดาๆ”

การฝึกใช้ stories crossing บ่อยๆ จนชำนาญ จะทำให้มองเห็นจุดเชื่อมระหว่างเรื่องสองเรื่อง หรือข่าวสองข่าวที่ไม่ได้เกี่ยวพันกัน และนำมาเขียนจนกลายเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยมีใครเขียนถึงมาก่อน 

พวกเรายิ่งฟังยิ่งรู้สึกว่า นักเขียนที่ดีต้องทำงานคราฟต์ขนาดนี้ จะมาบอกว่านักเขียนไม่มีต้นทุนได้อย่างไร

จากสิ่งที่พี่หนุ่มพูดไว้ในตอนต้นคือ “การเขียนเป็นการตัดต่อความทรงจำ” เรารู้สึกว่ามันเป็นคำที่เท่เฉยๆ แต่ตอนนี้เข้าใจกระจ่างทันทีว่าใต้ความเท่มีความจริง เพราะการจะมีข้อมูลอันน่าเชื่อถือเก็บไว้เป็นคลังเพื่อหยิบมาเขียนได้นั้น ต้องมาจากการแสวงหาและซึมซับเรื่องราวในทุกวัน พี่หนุ่มเรียกว่า daily input ซึ่งปัจจุบันเราสามารถหาเรื่องราวและข่าวสารได้จากทุกที่ อยู่ที่เราว่าจะเลือกเก็บไว้หรือปล่อยผ่านไป โซเชียลมีเดียหลายแอพมีข่าวจากหลายสำนักเลื่อนผ่านตามากมาย เราจะอ่านหรือไถนิ้วผ่านไปก็แล้วแต่เรา

world trends 

ในหัวข้อสุดท้าย พี่หนุ่มพูดถึงความจำเป็นที่จะต้องติดตามทิศทางกระแสสังคมโลก เพราะเรื่องราวทุกเรื่องล้วนเกี่ยวพันกันหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ‘urbanization’ หรือการเติบโตของเมือง  การรวมตัวของผู้คนมหาศาลในเมืองหลวง การเดินทางที่สะดวกง่ายดายจากเมืองหนึ่งสู่เมืองหนึ่ง แม้แต่เมืองต่างจังหวัดเล็กๆ ทุกเมืองก็มีเรื่องเล่า มีเอกลักษณ์ของตนเอง พี่หนุ่มยกตัวอย่างประเด็น ‘ageing society’ ที่ในอีกไม่ถึง 10 ปี เรากำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แต่ผู้สูงอายุแห่งอนาคตย่อมมีไลฟ์สไตล์แตกต่างจากผู้สูงอายุที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน มีแนวโน้มว่าพวกเขาน่าจะแข็งแรงกระฉับกระเฉง อยากออกมาทำกิจกรรมนอกบ้าน ดังนั้นเมืองที่ดีก็ควรรองรับพฤติกรรมคนกลุ่มนี้ได้อย่างปลอดภัยด้วย และยังสัมพันธ์ไปถึง ‘generation clash’ การเข้ามาแทรกกลางอย่างรวดเร็วของโซเชียลมีเดียที่แยกคนสองรุ่นออกจากกัน จนเกิดเป็นช่องว่างระหว่างวัย ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงธรรมชาติของความสัมพันธ์ในสังคมตะวันออก ที่เดิมมีวิธีคิดแบบ ‘รวมหมู่’ อย่างการอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ โดยมีหัวหน้าครอบครัว หรือผู้อาวุโสคอยชี้แนะผู้น้อยจากประสบการณ์เดิมของตนเอง ปัจจุบันคนรุ่นใหม่เกิดวิธีการคิดแบบสังคมตะวันตก ซึ่งเป็นการคิดแบบ ‘ปัจเจก’ เชื่อถือตัวเองเป็นหลัก ไม่ขอความช่วยเหลือหรือพึ่งพาผู้อื่น สงสัยอะไรก็หาคำตอบเองได้ด้วยอินเทอร์เน็ต

ในฐานะที่พวกเราอยู่ในช่วงวัยที่ต้องการความเป็นปัจเจก เราจึงรู้สึกคล้อยตามกับความเปลี่ยนแปลงนี้ และคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่พี่หนุ่มกลับเสริมว่าความจริงแล้วทุกอย่างมีทั้งข้อดีและข้อเสีย และการเป็นนักเขียนคุณภาพต้องมองให้เห็นทั้งสองแง่มุม 

เวลาสองชั่วโมงผ่านไปเร็วกว่าที่คิด ก่อนหน้านี้พวกเรานึกไม่ออกว่าการสอนเขียนหนังสือนั้นจะทำได้อย่างไร มันดูเป็นทักษะส่วนบุคคล แต่พี่หนุ่มสามารถถ่ายทอดหลักการเขียนให้เราเข้าใจอย่างง่ายดาย ทั้งหมดนี้น่าจะมาจากการลงมือทำจริงเป็นเวลายาวนาน จึงเชี่ยวชาญในการย่อยเรื่องยากให้ง่ายขึ้น และแบ่งปันให้เป็นประโยชน์กับพวกเรา

พี่หนุ่มย้ำว่า “ที่พูดให้ฟังเป็นข้อๆ แบบนี้ เพื่อให้พวกเราค่อยๆ ฝึกเป็นลำดับให้เชี่ยวชาญ”

และนี่คือสิ่งที่เราต้องทำ เปลี่ยนความฝันเป็นประสบการณ์ เปลี่ยนความรักในงานให้เป็นมืออาชีพ แบ่งปันความเข้าใจให้กันและกัน และเมื่อถึงจุดหนึ่ง เราก็ส่งผ่านประสบการณ์แก่คนรุ่นหลังต่อไป

Jimmy Liao: ส่วนผสมที่ลงตัวของความเหงา ความหวัง และความหวาน

ชวนสำรวจส่วนผสมในผลงานของนักวาดชื่อดังชาวไต้หวัน จิมมี่ เลี่ยว ผู้ให้ทำให้หนังสือภาพสำหรับผู้ใหญ่ครองใจคนทั่วโลก

view more

หนุ่ม-โตมร ศุขปรีชา กับคลาสเรียนที่เปลี่ยนนักอยากเขียนให้เป็นนักเขียน

เขียน: ซัลมา อินทรประชาภาพ: กมลวัลท์ มงคลปัญญาพิสูจน์อักษร: เบญจพร หรูวรวิจิตร เหล่าวัยรุ่นต่างใช้ความฝันเป็นแสงส่องหาเส้นทางและตัวตนในชีวิตของตัวเอง และจะเป็นเช่นนั้นเพียงช่วงหนึ่งสั้นๆ ก่อนความจริงจะเปลี่ยนแปลงให้พวกเขาก้าวสู่การเติบโตและมองโลกสดใสน้อยลง  เช้าวันจันทร์ที่ฟ้าเปียกฝน พวกเราชาวจูเนียร์หลายสิบชีวิต รวมตัวกันในห้องบรรยายที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิทยากรที่เรารอคอยก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มขรึมๆ ตอนสิบโมงตรงตามเวลานัด อดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้ที่เห็นพี่หนุ่ม-โตมร ศุขปรีชา ตัวเป็นๆ ผู้ผ่านมาทั้งงานเขียนบทความ หนังสือฟิกชั่น นอนฟิกชั่น งานแปล รวมถึงเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ ยืนเตรียมอุปกรณ์อยู่ตรงหน้าเรา ว่าแต่…เขาจะดุไหมนะ พี่หนุ่มเปิดบทสนทนาด้วยความจริงในโลกของผู้ใหญ่ที่เราฟังแล้วหัวร้อน “รู้ไหมอาชีพนักเขียน สรรพากรถือว่าเป็นอาชีพที่ไม่มีต้นทุน” เราทุกคนงง “เวลานักเขียนเขียนงานออกมา หากไม่ได้เป็นคนจัดพิมพ์งานเอง สามารถยื่นขอลดหย่อนภาษีได้น้อยมาก หากเทียบกับอาชีพนักแสดง” แม้น้ำเสียงพี่หนุ่มจะนุ่มนวลและใช้ถ้อยคำติดตลก แต่เนื้อหานั้นฟังแล้วหดหู่ ผลงานที่ใช้ทั้งระยะเวลาในการสั่งสมข้อมูล กับประสบการณ์ของนักเขียน กลับไม่ถูกให้ค่า เพราะสังคมไทยนิยมเสพเรื่องราวที่ถ่ายทอดด้วยปาก มากกว่าจะอ่านจากงานเขียน และยังชอบเสพอารมณ์ความรู้สึก มากกว่าตรรกะและเหตุผล จึงไม่แปลกที่ประเทศนี้ นักแสดงหรือนักร้องจะรวยกว่านักเขียน  จากเรื่องเล่าข้างต้น พี่หนุ่มจบด้วยประโยคที่มืออาชีพมักใช้ถามเด็กหน้าใหม่ที่มีแต่ใจกับไฟฝันว่า “ฟังแล้วยังอยากเป็นนักเขียนอยู่มั้ย” ไม่ว่าการเป็นนักร้องนักแสดงจะรวยแค่ไหน แต่ตอนนี้นักเขียนมืออาชีพกำลังยืนอยู่ตรงหน้าเรา ถึงพี่หนุ่มจะออกปากว่านักเขียนรวยสู้นักแสดงไม่ได้ แต่จากผลงานมากมายก็ทำให้เรามั่นใจว่ามีบางอย่างที่ทำให้พี่หนุ่มยังรักในการเขียนอยู่ “การเขียนเป็นการตัดต่อความทรงจำ” พี่หนุ่มเปิดประเด็น ก่อนพาพวกเราไปสู่ทักษะแรกของการเป็นนักเขียนที่ดี โห…ขนลุก […]

view more

โลกควรมีฮีโร่ที่มีพลังพิเศษเกี่ยวกับ ‘บัวลอย’ เสียที

คุยกับเต้ย-ภาณุมาศ ทองธนากุล หรือนามปากกา ใบพัด เจ้าของผลงาน ‘นี่คือสิ่งสำคัญ’

view more